8483749165
8483749_165

  ผู้ถือหุ้น 49% ของบริษัทแห่งหนึ่งสมมุติว่าเป็นบริษัท A ก็แล้วกัน มาหาผมขอปรึกษาว่ากรรมการของผู้ถือหุ้นอีกฟากหนึ่งที่ถือหุ้น 51% ที่ถือในนามบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ไม่ยอมลงนามในสัญญาซื้อขายสินค้าที่เป็นสินค้าหลักของบริษัท เป็นเหตุให้บริษัทไม่ได้รับคำสั่งซื้อ ผมฟังคำถามมาถึงจุดนี้ก็เลยงง เลยถามกลับไปว่าเพราะอะไร ได้คำตอบแบบไม่เคลียร์ จนสุดท้ายซักกันไปซักกันมาก็รู้ว่า บริษัท A เมื่อได้รับออร์เดอร์แล้วจะต้องไปจ้างบริษัท B ที่ตอนนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดให้ดำเนินการผลิตสินค้าให้ บริษัท B เป็นบริษัทของกลุ่มผู้ถือหุ้น A ที่กลุ่มผู้ถือหุ้น A ถือหุ้นอยู่ 100% ผมเลยตอบไปว่าถ้าผมเป็นกรรมการฝ่ายที่ถือหุ้น 51% กล่องบริษัท A ผมก็จะไม่ลงนาม เพราะเมื่อบริษัทบีโดนศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจการตัดสินใจของกรรมการบริษัทบีจะหมดไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องมามีอำนาจและจัดการแทน ดังนั้นหากบริษัทเอได้รับออเดอร์ บริษัทบีจะต้องไปทำคำร้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ดำเนินการผลิตตามคำสั่งซื้อของบริษัทเอ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยุ่งวุ่นและไม่ใช่การบริหารงานตามปกติ

  มาถึงตรงนี้ผมจึงซักต่อว่า ในสัญญาร่วมทุนตั้งบริษัทเอได้เคยเอามาดูไหมว่า เงื่อนไขการร่วมลงทุนเมื่อบริษัทเอได้รับออเดอร์ สัญญาระบุว่าจะต้องให้บริษัทบีเป็นผู้ผลิตให้ ได้คำตอบว่าใช่ มาถึงตรงนี้ในใจผมก็คิดว่าทำไมต้องเสียเวลาให้ผมต้องตั้งคำถามลงรายละเอียดเพื่อจะได้คำตอบ ถ้าจะให้คำตอบผมเลยก็จะเป็นการดี แต่ความจริงที่ให้คำตอบไม่ได้ก็เพราะสัญญาการร่วมทุนจัดตั้งบริษัทเอไม่เคยถูกหยิบมาอ่าน ฝ่ายที่ถือหุ้น 49% ในบริษัทเอพยายามบอกว่าฝ่ายที่ถือหุ้น 51% ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์พยายามเอาเปรียบจ้องจะฮุบบริษัทเอ ทำทุกวิธีที่ให้บริษัทเอเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก จะได้กดดันการซื้อหุ้นที่ 49% ได้สำเร็จ ผมฟังแล้วก็ไม่เห็นด้วย มันไม่มีเหตุผลที่จะเป็นเช่นนั้น ฝ่าย 49% มีปัญหาอะไรหรือไม่ เช่นการพูดคุยไม่รู้เรื่อง การเอาแต่ใจตัวเอง การนึกจะทำอะไรก็ทำ ที่ผมคิดเช่นนี้เป็นเพราะฝ่าย 49% จะเรียกได้ว่าเป็นชาวบ้านก็ว่าได้ไม่เข้าใจการบริหารจัดการธุรกิจที่เป็นสากล จึงพูดคุยกันคนละภาษากับฝ่าย 51% ผมเข้าใจเรื่องนี้ได้เพราะเมื่อในอดีตผมก็บริหารจัดการธุรกิจเอาแต่ใจตัวเอง ไม่รู้ข้อกฎหมาย ไม่รู้กติกามารยาท ยึดความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ พาให้ต้องทำตามอำเภอใจของตัวเองตลอดเวลา สุดท้ายเกิดความขัดแย้งมากมายนำไปสู่ความร่วมมือกันของหุ้นส่วนต่อไปไม่ได้ ภาพนี้ปรากฏขึ้นระหว่างการสนทนากับฝ่าย 49%

  เมื่อผมยืนยันว่าถ้าผมเป็นกรรมการฝ่าย 51% ผมก็จะไม่รับออเดอร์เพราะมันขัดต่อสัญญาการร่วมลงทุน บริษัทบีไม่สามารถจัดการการผลิตได้อย่างเป็นปกติ เงินทุนมีจำกัด สภาพคล่องจำกัด และจะทำอะไรต้องขออนุญาตเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แค่ผมพูดมาถึงจุดนี้ ฝ่าย 49% ก็เปิดเรื่องใหม่ขึ้นมาว่า ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริษัทเอเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการจัดการออเดอร์ ที่บริษัทบีไม่สามารถผลิตให้ได้ในเวลานี้ ให้แก้ปัญหาเป็นให้บริษัทอื่นดำเนินการผลิตให้ และบริษัทอื่นก็ไม่ใช่ใครเป็นของครอบครัวของฝ่าย 49% ข้อมูลที่ให้ผมบอกว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทลงมติให้ดำเนินการตามนี้ แต่สุดท้ายกรรมการบริษัทฝ่าย 51% ก็ยังไม่ลงนามอยู่ดี ผมก็เลยตอบไปว่ากรรมการบริษัทฝ่าย 51% คงไปคุยกับบริษัทมหาชนที่เป็นเจ้าของตัวจริงและมีอำนาจตัดสินใจ ต้องได้คำตอบว่าไม่เอา ยอมไม่รับออเดอร์จะเป็นเรื่องที่ปลอดภัยกว่า จึงเป็นเหตุให้ไม่เกิดการลงนามให้บริษัทเอได้รับออเดอร์ ฝ่าย 49% ของบริษัทเอก็ยังฝังใจว่าที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นเพราะฝ่าย 51% จะฮุบบริษัทของตัวเอง แทนที่จะคิดโทษว่าเป็นเพราะการบริหารจัดการผิดพลาดของฝ่ายครอบครัวตัวเองที่ทำให้บริษัท B ต้องถูกพิทักษ์ทรัพย์ และยามที่บริษัทบีในฐานะบริษัทหลักของฝ่าย 49% กำลังย่ำแย่ถึงขั้นวิกฤต จะให้ฝ่าย 51% เชื่อมั่นได้อย่างไรว่าบริษัทอื่นที่ไม่ใช่บริษัทบีจะดำเนินการผลิตให้ได้ เสียน้อยดีกว่าเสียมากดีมั้ย ขืนถลำต่อก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาฝ่าย 49% ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าพูดอะไรแล้วทำได้จริง

  มาถึงวันนี้บริษัทเอไม่เหลือสภาพอยู่ในฐานะที่จะดำเนินกิจการต่อได้ เรื่องราวการฝังใจว่าฝ่าย 51% จ้องจะฮุบกิจการยังอยู่ในหัวตลอดเวลา ไม่เคยตื่นรู้ขึ้นมาว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะตัวเราเองเป็นต้นเหตุ นี่เป็นเรื่องของการที่คนไม่รู้จักการโทษตัวเอง ถ้าโทษตัวเองจะเจอสาเหตุแห่งความผิดพลาด และเข้าแก้ที่สาเหตุได้สำเร็จ มันเหมือนเมื่อเจอควันไฟต้องไม่ไปดับที่ควัน แต่ต้องเข้าไปดับที่เหตุแห่งควันไฟ จะเกิดการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้สำเร็จ

  โลกของการทำงานที่ปรึกษา จะเจอลูกค้าที่ยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตนเอง เป็นน้ำที่เต็มแก้ว คนอื่นผิดหมดตัวเองไม่ผิด เมื่อมีความคิดเช่นนี้จึงเที่ยวหาที่ปรึกษาที่จะมีความเห็นสนับสนุนความคิดของตัวเอง ที่ปรึกษาที่พูดจาไม่เข้าหู ไม่เห็นด้วยกับตัวเองก็ไม่น่าจะใช่ที่ปรึกษาที่ดี การแก้ปัญหาที่ถูกจุดขุดรากถอนโคนปัญหาจึงไม่เกิดขึ้นสักที ปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปเรื่อยเรื่อย เกิดการตายอย่างผ่อนส่ง ชีวิตไร้ซึ่งความสุข จะเริ่มต้นใหม่ก็เริ่มต้นไม่ได้ เพราะไม่รู้จักการสละเรือแล้วเริ่มต้นใหม่

6/7/69

  🗝ขอคำปรึกษาปัญหาธุรกิจ กฎหมาย และคดีความ ได้ที่ Line@ :@sati.fpm, Inbox FPM Consultant, E-MAIL : sumrej2011@gmail.com


  หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ