44322538205
4432253_8205

  📌 บริหารจัดการบริษัทตามข้อกฎหมาย

  📗 เพิ่มทุนเพื่อให้หุ้นส่วนถือหุ้นน้อยลง

  🔏กรรมการบอกกับทนายว่า ต้องการให้หุ้นส่วนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทรายนี้ถือหุ้นของบริษัทในสัดส่วนที่น้อยที่สุดเพื่อจะครอบงำการบริหารจัดการบริษัทแบบเบ็ดเสร็จ กรรมการจึงวางแผนจะทำการเพิ่มทุนของบริษัท จากเดิมทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 500,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท จะเพิ่มทุนเป็นทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นรายนี้ถือหุ้นเดิมอยู่ 30% จำนวน 150,000 หุ้น ถ้าทำการเพิ่มทุนอีก 5 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 1,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท หุ้นของผู้ถือหุ้นรายนี้ก็จะมีเพียง 15% ของหุ้นทั้งหมด ทำให้ถือหุ้นไม่ถึง 1 ใน 5 แห่งทุน ไม่สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายในการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นได้ ไม่สามารถใช้สิทธิตรวจสอบกิจการได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  ⚖️ มาตรา ๑๒๑๕ เมื่อผู้ถือหุ้นในบริษัทมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนหุ้นทั้งหมด ทำเรื่องราวร้องขอไซร้ให้รัฐมนตรีเจ้าหน้าที่ตั้งผู้ตรวจอันทรงความสามารถจะเป็นคนเดียวหรือหลายคนก็ตามไปตรวจการงานของบริษัทจํากัดนั้นและทำรายงานยื่นให้ทราบ

  ก่อนที่จะตั้งผู้ตรวจเช่นนั้น รัฐมนตรีจะบังคับให้คนทั้งหลายผู้ยื่นเรื่องราววางประกันเพื่อรับออกเงินค่าใช้สอยในการตรวจนั้นก็ได้

  มาตรา ๑๒๑๖ กรรมการก็ดีลูกจ้างและตัวแทนของบริษัทก็ดีจําต้องส่งสรรพสมุดเอกสารทั้งปวงซึ่งตนเก็บรักษาหรืออยู่ในอำนาจแห่งตนนั้นให้แก่ผู้ตรวจ

  ผู้ตรวจคนหนึ่งคนใดจะให้กรรมการ ลูกจ้าง และตัวแทนของบริษัทสาบานตัวแล้วสอบถามคําให้การในเรื่องอันเนื่องด้วยการงานของบริษัทนั้นก็ได้

  มาตรา ๑๒๑๗ ผู้ตรวจต้องทำรายงานยื่น และรายงานนั้นจะเขียนหรือตีพิมพ์สุดแต่รัฐมนตรีเจ้าหน้าที่จะบัญชา สำเนารายงานนั้นให้รัฐมนตรีส่งไปยังสำนักงานบริษัทซึ่งได้จดทะเบียนไว้กับทั้งส่งแก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งยื่นเรื่องราวขอให้ตรวจนั้นด้วย

  มาตรา ๑๒๑๘ ค่าใช้สอยในการตรวจเช่นนี้ผู้ยื่นเรื่องราวขอให้ตรวจต้องใช้ทั้งสิ้น เว้นแต่ถ้าบริษัทในคราวประชุมใหญ่ครั้งแรก เมื่อตรวจสำเร็จลงแล้วได้ยินยอมว่าจะจ่ายจากสินทรัพย์ของบริษัทนั้น

  มาตรา ๑๒๑๙ รัฐมนตรีเจ้าหน้าที่โดยลำพังตนเอง จะตั้งผู้ตรวจคนเดียวหรือหลายคนให้ไปตรวจการของบริษัทเพื่อทำรายงานยื่นต่อรัฐบาลก็ได้การตั้งผู้ตรวจเช่นว่ามานี้จะพึงมีเมื่อใดสุดแล้วแต่รัฐมนตรีจะเห็นสมควร

  📄แต่การเพิ่มทุนกฎหมายได้บัญญัติให้ ต้องขายหุ้นออกใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือครองหุ้นก่อนนะสิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  ⚖️มาตรา ๑๒๒๒ บรรดาหุ้นที่ออกใหม่นั้น ต้องเสนอให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหลายตามส่วนจำนวนหุ้นซึ่งเขาถืออยู่

  คําเสนอเช่นนี้ต้องทำเป็นหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ถือหุ้นทุก ๆ คนระบุจำนวนหุ้นให้ทราบว่าผู้นั้นชอบที่จะซื้อได้กี่หุ้น และให้กำหนดวันว่าถ้าพ้นวันนั้นไปมิได้มีคําสนองมาแล้วจะถือว่าเป็นอันไม่รับซื้อ

  เมื่อวันที่กำหนดล่วงไปแล้วก็ดีหรือผู้ถือหุ้นได้บอกมาว่าไม่รับซื้อหุ้นนั้นก็ดี กรรมการจะเอาหุ้นเช่นนั้นขายให้แก่ผู้ถือหุ้นคนอื่นหรือจะรับซื้อไว้เองก็ได้

  📚กรรมการก็ยังยืนยันว่า ถึงแม้จะต้องบอกกล่าวการเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นรายนี้ใช้สิทธิซื้อหุ้นตามกฎหมาย แต่ผู้ถือหุ้นรายนี้ไม่น่าจะซื้อหุ้นเพิ่มทุน เพราะไม่น่าจะหาเงินมาซื้อหุ้นได้ ซึ่งจะขายหุ้นเกินราคาพาร์

  💰ทนายเห็นว่า การเพิ่มทุนเพื่อวัตถุประสงค์ให้ผู้ถือหุ้นรายนี้มีสัดส่วนการถือครองหุ้นน้อยลง แต่จะทำให้กรรมการเสียเงินจำนวนมากเพื่อซื้อหุ้นเพิ่มทุน ถ้าเจรจาขอซื้อหุ้นกับผู้ถือหุ้นรายนี้เลยจะดีกว่าหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่มีคนคอยขัดแข้งขัดขาตลอดเวลาทำให้เสียสมาธิในการดำเนินงาน และผู้ถือหุ้นแม้ถือหุ้น 1 หุ้น ก็มีสิทธิฟ้องร้องกรรมการบริษัทได้ หากกรรมการบริหารกิจการไม่ถูกต้องทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย

  กรรมการจึงเริ่มคิดวางแผนการเจรจากับผู้ถือหุ้นรายนี้เพื่อซื้อหุ้นคืนในราคาที่ไม่แพงเกินไป 🔏

  ทนายจงรักษ์ พรมศิริเดช


  กรณีที่ทนายทนายจงรักษ์ยกตัวอย่างมาข้างต้น อาจจะติดปัญหาตั้งแต่ตอนต้นที่จะลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่เพื่อเพิ่มทุนบริษัท เพราะมติที่จะใช้เพิ่มทุนบริษัทนั้นจะต้องเป็นมติพิเศษ และมติพิเศษต้องได้เสียงตั้งแต่ 75% ของเสียงทั้งหมดที่มาประชุมกัน เคสนี้ถ้าส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นหากมีผู้ถือหุ้นเข้าประชุมครบทุกคนและนับองค์ประชุมได้ร้อยละ 100 ของหุ้นทั้งหมดที่มาประชุมกัน เชื่อว่าผู้ถือหุ้นที่ตั้งใจจะลดบทบาทไม่ให้เขามีอิทธิพลต่อบริษัทคงต้องคัดค้านการลงมติแน่นอน สาเหตุเพราะการขายหุ้นที่เกินกว่ามูลค่าหุ้นที่กำหนดให้กับผู้ถือหุ้นเดิมถือเป็นความไม่เป็นธรรม ควรขายแบบเกินมูลค่าให้กับบุคคลบุคคลภายนอกมากกว่า ด้วยเหตุนี้ผู้ถือหุ้น 30% ถ้าไม่เห็นด้วยมติการเพิ่มทุนนี้ก็จะไม่ผ่าน

  ลองคิดดูเล่นเล่นถ้าเราเป็นผู้ถือหุ้น 30% แล้วไม่มีเงินที่จะเพิ่มทุนตาม ในขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ 70% มีเงินเหลือเฟือ แผนคงออกมาว่าให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ 70% ปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทน่าจะดีกว่าแล้วคิดดอกเบี้ยไป ทุนจดทะเบียนของบริษัทก็ไม่ต้องเพิ่ม แล้วถ้าหากว่าบริษัททำกำไรได้เพิ่มขึ้นจากการใช้เงินกู้กรรมการไปลงทุน บริษัทก็จะมีกำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มขึ้น สามารถปันผลได้มากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นทุกคน ถ้าถือหุ้น 30% ให้ความเห็นมาในแนวนี้ทุกอย่างก็จบเพิ่มทุนไม่สำเร็จ

  ในทางทฤษฎีการเพิ่มทุนจดทะเบียนก็คือการเพิ่มจำนวนหุ้นสามัญ ถือเป็นการทำลายราคาหุ้นเพราะถ้าหากกำไรของบริษัทไม่ได้เพิ่มมากขึ้นตามส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทลดลง เงินปันผลที่ถูกแบ่งออกมาจากกำไรสุทธิต่อหุ้นก็จะลดลงตาม หรืออาจไม่ได้รับเงินปันผลเลยก็ได้เพราะกำไรที่เกิดขึ้นต้องถูกกันเอาไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ดังนั้นการจะเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ ไม่สามารถทำอย่างไม่มีเหตุผลได้

  เคสนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ถ้าหากจะให้ใครเข้าถึงหุ้นด้วยและเราเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องการชี้นิ้วให้บริษัทเดินไปในทางที่เราอยากให้เดิน ไม่อยากให้มีใครมากวนใจคอยคัดค้านคอยไม่เห็นด้วย ต้องไม่อีกฝ่ายถือหุ้นเกินกว่า 25% เพราะถ้าถือเกินกว่าผู้ถือหุ้นคนนั้นจะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลทันที เราเรียกเคสนี้ว่าถือหุ้นน้อยแต่คานอำนาจเผด็จการได้ ไม่สามารถให้บริษัทเพิ่มทุน ควบรวมบริษัท และกระทำการในเรื่องที่สำคัญสำคัญของบริษัทได้ และทางที่ดีเมื่อรู้ว่าการถือหุ้น 25% สามารถใช้สิทธิ์ตรวจสอบการบริหารจัดการของบริษัทได้ ก็ควรให้ถือหุ้นน้อยกว่า 25% ก็จะเป็นอะไรที่ปลอดภัยมากขึ้น

  ส่วนการเจรจาขอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่ถือ 30% ถ้าผลประกอบการของบริษัทอยู่ในทรงที่ดี ก็ยากเหลือเกินที่จะเจรจาให้ได้ราคาซื้อที่พอใจ นอกเสียจากว่าบริษัทมีผลประกอบการที่ไม่ดี มีมูลค่าหุ้นทางบัญชีที่ปรากฏในงบดุลต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่กำหนด หรือต่ำกว่า PAR นั่นเอง ซึ่งก็สามารถเจรจาขอซื้อให้คนขายรู้สึกว่าได้ราคาดีนั่นก็คือการขอซื้อที่ราคา PAR หรือราคาที่เขาลงทุนมาในตอนต้น และสัมพันธภาพระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายจะต้องดีต่อกัน เพราะถ้าไม่ดีต่อกันมีความเป็นไปได้ว่าผู้ถือหุ้น 30% จะหาข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการบริษัทฟ้องกดดันกรรมการบริษัทที่ถือหุ้น 70% ให้ต้องโทษทางคดีอาญาเพื่อดึงราคาหุ้นให้สูงขึ้น ***จะซื้อจากฉันไหมถ้าซื้อคดีจบ แต่ต้องซื้อในราคาที่ฉันบอก

  การทำธุรกิจที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่วันใดวันหนึ่งความขัดแย้งก็จะเริ่มเกิดขึ้นถ้าการบริหารจัดการบริษัทมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น แต่ถ้าการบริหารจัดการบริษัทมีแต่ความเป็นธรรม ทุกรายการการจัดการมีความถูกต้องตามข้อกฎหมาย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็สามารถชี้แจงและอธิบายได้ ปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียวก็จะไม่เกิดขึ้น แต่จะมีสักกี่คนที่แม่นกฏหมายการบริหารจัดการบริษัท ส่วนใหญ่ยังคงคิดเองเออเอง และกระทำความผิดแบบไม่รู้ตัว

  ทนายจงรักษ์ Fpmconsultant


 22/9/69

  🗝ขอคำปรึกษาปัญหาธุรกิจ กฎหมาย และคดีความ ได้ที่ Line@ :@sati.fpm, Inbox FPM Consultant, E-MAIL : sumrej2011@gmail.com


  หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ