คนทำบริษัทที่หุ้นกับเพื่อนมักจะเจอเหตุการณ์นี้

มีคำถามจากคนทำธุรกิจที่ไม่ใช่ลูกศิษย์ ถามมาว่าได้เปิดกิจการบริษัทกับเพื่อน มีตัวเองและเพื่อนเป็นกรรมการ การบริหารจัดการในทุกปีที่ผ่านมาก็เหมือนกับบริษัททั่วไป ไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบบัญชี รายการขายหลายรายการไม่ได้ออกใบกำกับภาษี ทำให้เงินค่าขายเข้าบัญชีส่วนตัวกรรมการ แล้วทำให้ยอดขายในงบการเงินของบริษัทเป็นยอดขายที่ต่ำกว่าความเป็นจริง สต๊อกสินค้าที่เหลือในงบการเงินก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง มีตัวเลขแต่ไม่มีของ เหตุการณ์นี้ดำเนินการไปต่อเนื่องหลายปี จนในที่สุดถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบความจริงว่าการขายนอกระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องโดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม และโดนไม่ใช่น้อย เพื่อนที่เป็นกรรมการด้วยกันจึงขอลาออกจากการเป็นกรรมการเพื่อตัวเองจะได้พ้นความผิด เวลาถูกทางการเรียกก็จะได้ไม่ต้องไปนั่งอธิบาย จากไปเลยจะดีกว่า ปล่อยให้คนถามต้องรับชะตากรรมอยู่เพียงลำพัง
คนถามจริงถามมาว่า มันไม่เป็นธรรมกับเขากรณีที่เพื่อนขอลาออก มันเหมือนเป็นการลอยแพเขา ปล่อยให้เขาต้องรับชะตากรรมอยู่เพียงลำพัง ผมจึงถามไปว่าบริษัทนี้กำหนดหุ้นกันอย่างไร เขาบอกผมว่า 70 ต่อ 30 เพื่อนถือหุ้น 30% ส่วนผมถือ 70% การลงเงินแทบไม่ได้ลงเงินกันจริง ใช้เทคนิคทางบัญชีและภาษีเสกทุนจดทะเบียนขึ้นมา นี่เป็นเหตุที่เพื่อนไม่สนใจบริษัทนี้ สนใจแต่ฐานลูกค้าของบริษัท เพื่อนมันอยากเปิดบริษัทใหม่ มันบอกผมว่าบริษัทนี้ไม่มีอนาคต ทางการเล่นงานแบบนี้โดนเบี้ยปรับเงินเพิ่มก็ไม่เหลืออะไร อาจถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว แล้วจะทำบริษัทนี้ต่อไปเพื่ออะไร ผมเองก็เห็นด้วยกับมัน แต่การจะเลิกทำบริษัทไม่ใช่ว่าปุ๊บปั๊บก็เลิกได้ทันที เรื่องที่เคยทำผิดพลาดมาก่อนในอดีตก็ต้องค่อยค่อยสะสาง ค่อยค่อยเคลียร์ค่อยค่อยจัดการกันไป แต่เพื่อนมันไม่เอามันขอเลิกวันนี้ ขอจากไปในวันนี้ด้วยการขอลาออกจากการเป็นกรรมการ วันนี้ผมเลยต้องรับชะตากรรมปะทะหน้ากับทางการอยู่เพียงลำพัง
ผมตอบไปว่าการรับผิดทางแพ่งก็เป็นเรื่องที่บริษัทจะต้องรับผิดชอบหาเงินมาจ่ายทางการ ส่วนในเรื่องความรับผิดทางอาญา ทั้งตัวคนถามและเพื่อนไม่พ้นผิดแม้ว่าเพื่อนจะลาออกจากการเป็นกรรมการไปแล้ว สาเหตุเพราะเหตุการณ์การกระทำความผิดเกิดขึ้นในตอนที่เพื่อนยังเป็นกรรมการอยู่ การลาออกของเพื่อนจึงไม่พ้นผิดทางอาญา ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล กังวลแต่เรื่องเดียวคือนับจากวันที่เพื่อนลาออกจากการเป็นกรรมการ ตัวคนถามจะต้องไม่กระทำความผิดใดใดอีก เค้าฟังแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้น ว่าถ้าโดนคดีอาญา ไอ้เพื่อนไม่รอด
เค้าถามต่อไปอีกว่า เพื่อนมันให้น้องชายไปเปิดบริษัทอีกบริษัทหนึ่ง ทำการแย่งลูกค้าของบริษัทออกไป ผมเลยถามต่อไปว่า มีหลักฐานที่ลูกค้าของบริษัทหายไปแล้วไปโผล่ในบริษัทน้องชายมันหรือไม่ ได้คำตอบว่ามี และผมยังถามต่อไปอีกว่า น้องชายที่ว่าเป็นน้องชายแท้แท้หรือไม่ ได้คำตอบว่าเป็นน้องชายแท้แท้ ผมก็เลยตอบไปว่าเรื่องนี้มีความผิดทางแพ่งเรื่องค้าแข่ง บริษัทสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายเอากับกับเพื่อนได้ เพราะกฎหมายเรื่องการค้าแข่ง บอกเอาไว้ว่าคนที่ถูกใช้เพื่อการเป็นนอมินี คนค้าแข่งก็คือเพื่อนต้องรับผิดชอบด้วย ดังนั้นเพื่อนจะใช้ชื่อใครเปิดบริษัท เป็นหุ้นส่วนบริษัท เป็นกรรมการบริษัท หากพิสูจน์ได้ว่าเพื่อนเป็นคนบงการอยู่เพื่อนไม่พ้นผิดแน่นอน แต่ต้องพิสูจน์ความจริงได้ว่า เพื่อนตั้งบริษัทก่อนการลาออกจากการเป็นกรรมการ ถ้าตั้งหลังจากการลาออกจากการเป็นกรรมการ เพื่อนก็มีข้อต่อสู้ได้ เรื่องนี้จึงต้องตรวจสอบให้ดีดี
สมมุติว่าเพื่อนตั้งบริษัทก่อนการลาจากการเป็นกรรมการ เพื่อนจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 353 มีโทษจำคุกสามปี มีอายุความสามเดือนนับตั้งแต่รู้ ดังนั้นตรวจสอบแล้วรีบฟ้องคดีอาญาร่วมด้วย
คำถามแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดระยะเวลา 30 ปี ตอบไปแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาโดยตลอด เคสนี้จึงถือเป็นเคสคลาสสิค เป็นคำถามที่อมตะนิรันดร์การ คนทำบริษัทที่หุ้นกับเพื่อนมักจะเจอเหตุการณ์นี้
8/6/69
🗝ขอคำปรึกษาปัญหาธุรกิจ กฎหมาย และคดีความ ได้ที่ Line@ :@sati.fpm, Inbox FPM Consultant, E-MAIL : sumrej2011@gmail.com
หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ