เมื่อ 30 ปีก่อน ผมตั้งบริษัทโดยไม่มีความรู้ใดๆ

ลูกศิษย์ถามมาว่า อยากเปิดบริษัท จะเอาบริษัทเป็นเหมือนเรือขับแล่นออกไปล่าฝัน จะฝ่าฟันอันตรายอย่างไรไม่หวั่น คลื่นลมพายุหมุนโหมซัดเรืออย่างไรจะจัดการด้วยความรู้และปัญญา
ผมเลยถามต่อว่า แล้วคุณมีความรู้? มีปัญญา? ได้คำตอบมาว่า มีแล้วแต่ยังไม่ครบจึงขอมาถามอาจารย์
สิ้นเสียงคำตอบของลูกศิษย์ ภาพเมื่อ 30 ปีก่อนก็ผุดขึ้นมา ผมตั้งบริษัทโดยไม่มีความรู้ใดๆ รู้อย่างเดียวคือต้องเปิดบริษัทจึงจะดูมีความน่าเชื่อถือ ค้าขายแล้วมีคนสนใจ มีความเป็นสากล ถ้าไม่เปิดค้าขายกับบริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้ จะต้องเป็นอีแอบทำธุรกิจสีเทาๆ อยู่ใต้ดิน อนาคตที่รุ่งโรจน์ไม่มี
1. ในวันนั้นผมไม่รู้เลยว่า ผู้ก่อการ 7 คนที่กฎหมายกำหนดให้จะต้องร่วมมือกันจัดทำหนังสือบริคณห์สนธินำไปจดทะเบียน และ 7 คนนี้ต้องร่วมกันถือหุ้นของบริษัทอย่างน้อยคนละ 1 หุ้นด้วย ลงลายมือชื่อบอกทางการว่า จะร่วมลงเรือลำเดียวกันนี้ออกทะเลไปล่าฝัน ซึ่งผมไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งคนที่อยู่ในเรือจะกลายเป็นคนร้าย ที่กฎหมายบอกว่า “ผู้ถือหุ้น 1 หุ้นก็สามารถฟ้องบริษัทและกรรมการบริษัทเป็นคดีแพ่ง และฟ้องกรรมการบริษัทเป็นคดีอาญาได้ ผมไม่เคยรู้เลยว่าเรื่องแบล็คเมล์จะเกิดขึ้นได้โดย 7 คนนี้รวมถึงตัวผมด้วย
การแบล็คเมล์เรียกค่าไถ่ เริ่มต้นจากมีผู้ถือหุ้นรู้ว่า กรรมการบริษัทบริหารจัดการบริษัทแบบฝ่าฝืนข้อกฎหมาย ทำให้บริษัท และ/หรือ ผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย ผู้ถือหุ้นจะไปเปิดตำรากฎหมาย และหาทนายความร่วมด้วยเพื่อจะปฏิบัติการสวนกลับ โดยมีความมุ่งหวังเป็น ขอให้กรรมการบริษัทหาเงินมาซื้อหุ้นของเขาแบบราคางาม แบบไม่ต้องสนใจงบการเงิน ถ้าหาเงินมาได้จะถอนฟ้องคดีอาญาให้ กรรมการบริษัทจะรอดจากการถูกจำกัดพื้นที่
เรื่องการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดรอยรั่วทางกฎหมาย ยามนั้นผมไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ซึ่งจากวันตั้งบริษัทเมื่อสามสิบปีก่อนนั้นมาจนถึงวันนี้ ผมค่อยๆรู้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันนี้เชื่อว่าน่าจะรู้มากพอสมควรว่า ”เรื่องอะไรบ้างที่ต้องระวังการถูกแบล็คเมล์“ ลูกศิษย์คนนี้ต้องรู้ทุกเรื่องให้ได้แบบผม เพื่อลดความเสี่ยงที่เรือจะอัปปางก่อนจะขึ้นฝั่ง เพราะเหตุแห่งการไม่รักกันอีกแล้ว นี่คือเรื่องสัจจธรรมความรักที่ก่อตำนานเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดขึ้น
เจ็ดคนเมื่อไปจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิเสร็จ จะต้องช่วยกันขายหุ้นที่เหลือให้ครบ เพราะตอนจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ เจ็ดคนนี้ถือกันคนละ 1 หุ้นเท่านั้น ถ้าบริษัทกำหนดทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท แบ่งหุ้นสามัญ 1 ล้านหุ้น มูลค่าที่กำหนดหุ้นละ 10 บาท บริษัทจะขายหุ้นไปได้แค่ 7 หุ้น ยังเหลือหุ้นที่ไม่มีคนซื้ออีกจำนวน 999,993 หุ้น ซึ่งกฎหมายบอกให้คนเจ็ดคนต้องช่วยกันเอาหุ้นไปขาย จะขายให้เจ็ดคนนี้ก็ได้ และ/หรือ จะขายให้คนอื่นที่ไม่ใช่เจ็ดคนนี้ก็ได้
ปัจจุบันกฎหมายเปลี่ยนจำนวนคนเจ็ดคนให้เหลือ 2 คนแล้ว แต่หลักการและหลักปฏิบัติในข้อ 1 ที่ผมเขียนนี้ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ และการแบล็คเมล์ก็ยังเกิดได้เหมือนเมื่อในอดีตเป๊ะ
ต่อตอน 2
1/5/69
🗝ขอคำปรึกษาปัญหาธุรกิจ กฎหมาย และคดีความ ได้ที่ Line@ :@sati.fpm, Inbox FPM Consultant, E-MAIL : sumrej2011@gmail.com
หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ