โลกแห่งการบริหารจัดการธุรกิจ

ลูกศิษย์ปรึกษามาว่า ไปลงทุนกับอดีตเพื่อนลงทุนไป 3.5 ล้านบ้าน ถือหุ้น 20% ในบริษัท ลงทุนไปตั้งแต่ตอนต้น กิจการบริษัทก็ปันผลดีมาตลอด ส่วนตัวก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ปล่อยให้เพื่อนซึ่งเป็น CEO และเป็นกรรมการบริษัทจัดการบริษัทกันไป
เรื่องมาเกิดขึ้นในเดือนเมษายนปีนี้ที่อากาศร้อนระอุแบบที่ไม่เคยร้อนแบบนี้มาก่อน เพื่อนขับรถนำเข้าคันละ 25 ล้านมา เลยแอบแซวว่า ไปทำอะไรมา เพื่อนตอบว่า ก็ทำกิจการบริษัทนี่แหละ ปีนี้ที่กำลังจะเปิดประชุมจะขออนุมัติจ่ายเงินปันผลอย่างงาม
ลูกศิษย์ฟังแล้วก็อึดอัดในใจ ไม่ได้ดีใจกับการที่จะได้เงินปันผล อึมครึมอยู่กับรถคันละ 25 ล้านบาท ว่ามันเอาเงินจากไหนมาซื้อ เลยถามไปในที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า เรื่องรถที่ CEO ใช้อยู่เอาเงินมาจากเงินของบริษัท?
ได้คำตอบว่า บางส่วนประมาณ 8 ล้านบาทยืมบริษัทมา เมื่อบริษัทเดือดร้อนเงินเมื่อไรก็จะเอามาคืน สิ้นสุดคำตอบทุกอย่างก็เงียบ เข้าสู่วาระการจ่ายเงินปันผล
เสร็จจากการประชุมผู้ถือหุ้น ลูกศิษย์รู้สึกว่า การกระทำของเพื่อนที่เป็น CEO แบบนี้มันไม่ถูก เพื่อนไม่ควรเอาเงินบริษัทไปซื้อรถ แม้จะคืนได้ทันทีตามที่ปากพูดก็ไม่ควร เลยมาปรึกษาผมว่า จะทำอย่างไรดี ลูกศิษย์อยากขายหุ้นคืน ขอเงินที่ลงทุนกลับมา และถ้าจะต้องได้กำไรบ้าง ก็อยากได้เพราะมันเป็นเรื่องที่สมควรได้
รายการยืมเงินบริษัท 8 ล้านต้องอยู่ในรายการเงินกู้ระยะสั้นในสินทรัพย์หมุนเวียน เป็นรายการที่กรรมการยืมเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัว และราคาหุ้นควรจะเป็นเท่าไร ตาต้องโฟกัสไปที่กำไรสะสมในงบดุล
สมองผมในขณะนั้นจึงเริ่มประเมินว่า
1. เพื่อนลูกศิษย์ทำผิดในคดีอาญาเรื่องอะไร? ที่มีโทษจำคุก
2. อาจเกิดคดีเพิ่มขึ้นอีกจากคำพูดของเพื่อนที่บอกว่า เอาเงินบริษัท 8 ล้านมาซื้อรถ คดีนั้นจะเป็นคดีอะไรได้บ้าง?
3. จะทำอย่างไรให้เพื่อนลูกศิษย์มาง้อขอซื้อหุ้นคืนแบบได้ราคางาม
โลกแห่งการเป็นที่ปรึกษา ต้องเป็นคนที่สามารถจะรวมศาสตร์ทางการเงิน กฎหมาย บัญชี และภาษีให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ เพื่อร้อยเรียงเชื่อมการกระทำต่างๆ เข้าสู่มาตราที่กฎหมายกำหนดให้ได้
ผมเองไม่ได้เรียนกฎหมายมา แค่เพียงมาเป็นเจ้าของกิจการ ความรู้ทางกฎหมายก็ไหลเข้ามาเองตามปัญหาที่เกิดขึ้นบนเส้นทางเจ้าของกิจการ
ต่อภาค 2
อาจารย์ครับ ผมอยากทราบว่า มันเป็นไปได้?ที่เราไม่ได้เรียนกฎหมายมา อย่างอ.เรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้เรียนกฎหมายมาเลย จะมาเปิดบริษัทกฎหมาย ทำงานคดี มีลูกน้องเป็นทนายความตั้งหลายคน และนี่อาจารย์ก็ทำบริษัทกฎหมายมายี่สิบกว่าปีแล้ว
คำตอบนั้นไม่ยากเลยครับ ถ้าคนหนึ่งมีความฝัน อยากทำความฝันให้เป็นจริง อะไรที่ทำเงินได้ หาตังค์ได้เยอะๆ เพื่อเอาไปแจกคนที่เรารัก ให้คนที่เรารักสบาย คนนั้นจะทำได้ทุกเรื่อง อย่าว่าแต่ทำได้เลย เรื่องที่ทำได้ยากกว่านั้นมากๆ อย่างถ้าต้องตุยตอนนั้นเลยยังทำได้เลย ถ้าต้องตุยเพื่อผู้อื่น ยามวิกฤตเศรษฐกิจมาเยือน มันเหมือนภัยพิบัติที่รุนแรงถ้าไม่วิ่งไม่หนีไม่มีทางรอด คนที่ต้องการรอดจะไม่มีข้อแม้ เขาจะกลายเป็นพระเอกได้
ปี 2540 เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยล่มสลาย ค่าเงินบาทลอยไปแตะสูงสุดที่ 60 บาทต่อดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ยขึ้นพรวดทะละ 10% ต่อปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อ และชะลอการเสื่อมค่าของค่าเงินบาท ยามนั้นงานที่ปรึกษาทางธุรกิจ ทางการเงินกลายเป็นศูนย์ เพราะการลงทุนชะงัก คนทำธุรกิจทั่วฟ้าเมืองไทยทุกคนมุ่งไปที่การปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน เกิดกฎหมาย TAMC ขึ้นมาเฉพาะเพื่อช่วยคนทำธุรกิจให้ปรับโครงสร้างหนี้ได้อย่างไม่ยากจนเกินไป บ้านเมืองตอนนั้นคนสละเรือด้วยการสละลมหายใจในหลากหลายวิธีเป็นจำนวนมาก มีข่าวให้เห็นทุกวัน มองไปที่ใดหดหู่น่าดู
การอยู่ไปทุกวันที่ได้แต่รอ รอ แล้วก็รอ คงประคองทุกสิ่งอย่างไม่ได้ คงต้องยอมรับการพ่ายแพ้ด้วยการพูดปลอบใจตัวเองว่าคนอื่นก็เป็น พวกมีมากมายไม่ใช่เราคนเดียว แต่สำหรับบางคนใครเห็นว่าการต้องตุยเป็นเรื่องปกติก็เห็นไป สำหรับคนนี้เขาไม่เห็น เขาจะดิ้นไปหาโอกาส เหมือนปลาหมอดิ้นบนพื้นไปเรื่อยๆ เพื่อจะลงน้ำข้างหน้า ไม่ยอมแห้งตุยกับหนองน้ำเดิมที่ตัวเองเคยอยู่
งานกฎหมายได้ผุดขึ้นมาในหัว บวกกับคำว่าวิกฤตคือโอกาส คนจะคว้าโอกาสได้ต้องมีความรู้ต้องมีปัญญา แต่เราเราไม่ได้เรียนกฎหมายมา ถ้าจะเปิดบริษัทกฎหมาย เราต้องมีความรู้ทางกฎหมายก่อน แค่คิดได้เช่นนี้จึงเดินทางไปที่ม.รามคำแหง หาซื้อหนังสือกฎหมายมาอ่านด้วยตัวเอง โฟกัสแต่กฎหมายธุรกิจ กฎหมายอาญาไม่เอา อ่านไปก็ท้อใจไป แต่แม้จะท้ออย่างไรพอเห็นภาพจินตนาการถึงความพ่ายแพ้ที่ต้องยอมจำนนแบบคนอื่นๆ ก็เกิดกำลังใจฮึดขึ้นสู้ บอกตัวเองว่ามีเวลาอ่านหนังสือไม่เกินปีครึ่ง บริษัทกฎหมายต้องเกิดขึ้นให้ได้ เมื่อทำคลอดมันได้ ตังค์จะมาแบบเทน้ำเทท่า ชีวิตจากที่อยู่ในโควต้าว่าต้องตุย จะถูกเอารายชื่อออกและได้โอกาสไปต่อ
ระหว่างอ่านหนังสือกฎหมายไป ก็หาทางทำให้ตัวเองจำและเข้าใจเนื้อหาได้แม่นๆ โดยโฟกัสปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นกับคนทำธุรกิจเอามาจับกับกฎหมายมาตราต่างๆอย่างแม่นๆ เพื่อเมื่อจับกันได้แล้วก็จะเกิดแนวทางในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะฟ้องเขา หรือว่าจะถูกฟ้องก็สามารถสู้ได้ พาชัยชนะให้เกิด พาให้ผ่อนหนักเป็นเบา พาให้ได้มีเงินมีทองอันเนื่องจากการชนะคดี ชีวิตพลิกผันจากร้ายกลายเป็นดีได้ด้วยปัญญา แต่เนื้อหากฎหมายมันมีมากเหลือเกิน จึงเกิดการปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า เมื่อเข้าใจจุดใดแบบถ่องแท้แล้ว เราควรหยิบปากกาขึ้นมาเขียนเป็นตัวอักษรบันทึกเรื่องราวแบบภาษาชาวบ้านที่มีความเป็นสากล พิมพ์เป็นหนังสือกฎหมายในแนวประยุกต์ขายไปทั่วประเทศเลยจะดีกว่า แค่ปิ๊งไอเดียที่ว่าได้ ความขยันก็เพิ่มมากขึ้น วันทั้งวันขลุกอยู่กับหนังสือ ขลุกอยู่กับการแข่งกับเวลาว่า ผ่านไปวันแล้ววันเล่า วันไหนจะเป็นวันที่เราจะรับทนายคนแรกเข้ามาทำงานและสอนงานกฎหมายธุรกิจให้กับเขา แล้วไม่ถึงหนึ่งปี ทนายคนแรกก็เปิดตัวขึ้นมา ปลาหมอดิ้นข้ามถนนที่ร้อนผ่าวท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผามาถึงแหล่งน้ำใหม่จนได้ ในวันนั้นน้ำตาเริ่มไหล แต่สีของน้ำตาไม่ได้เป็นสีแดงแบบเมื่อในอดีต มันเป็นน้ำตาแห่งความปีติ
เมื่อหนังสือถูกพิมพ์ขายออกไปทั่วประเทศโดยร้านหนังสือ SE-ED ลูกค้ากฎหมายก็เดินมาหาแทบทุกวัน ทนายจากหนึ่งคนก็เพิ่มเป็นสอง สาม สี่ ห้า .... จนถึงสิบ
ต่อภาค 3
เพิ่งกลับมาจากหาดใหญ่ พาเจ้าของกิจการยอดขาย 3,000 ล้านต่อปีเข้าตลาดหุ้น ต้องปรับตัวเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องคน โครงสร้างการบริหารใหม่ที่ต้องสมาร์ท และระบบการทำงานที่ต้องทำให้ทุกระบบงานเกิด 3ป. คือ ประหยัด ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
วกกลับมาที่ถึงเวลาได้ตอบคำถามที่ค้างมาจากตอนที่ 1 ว่า กรรมการบริษัทเอาเงินบริษัทไปซื้อรถส่วนตัวใช้ คันละ 20 กว่าล้าน แม้จะยืมเงินบริษัทมา 8 ล้าน บันทึกบัญชีด้านสินทรัพย์เป็น เงินให้กู้ระยะสั้น มีดอกเบี้ยจ่ายให้กับบริษัทในอัตรา 2%ต่อไป สูงกว่าการที่บริษัทเอาเงินที่ยังไม่ได้ใช้ไปฝากธนาคารซึ่งได้ดอกเบี้ยไม่ถึง 2%
การเอาเงินบริษัทออกไปใช้ส่วนตัวถือเป็นเรื่องการบริหารแบบผิดหน้าที่ หน้าที่ของกรรมการบริษัท ควรจะทำเช่นนี้? สามารถอ่านดูในหนังสือบริคนณ์สนธิตรงวัตถุประสงค์ของบริษัทว่า บริษัทจะทำอะไรได้บ้าง และข้อบังคับของบริษัท
กรณีที่บริษัทถือหุ้นใหญ่เพียงคนเดียว ไม่มีผู้ถือหุ้นคนใดจะหือจะอือ คงไม่เป็นอะไรเพราะไม่มีใครฟ้อง แต่ถ้าถือหุ้นกระจายกันหลายคน ย่อมต้องมีคนเห็นต่างว่า เงินของบริษัทควรใช้เพื่อกิจการบริษัท ไม่ควรเอาไปเสี่ยง และถ้าจะเอาไปเสี่ยง ผู้ถือหุ้นในฐานะที่เป็นเจ้าของเงินต้องให้การยินยอมด้วย ถ้าให้การยินยอมโดยผ่านการลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ย่อมเป็นเรื่องที่ชอบธรรมมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่ไม่ให้ความยินยอมจะฟ้องคดีกรรมการบริษัทไม่ได้ เพราะเจ้าตัวมองว่า เขาเสียหาย ถ้าจะไม่ปล่อยเงินกู้ให้กับกรรมการบริษัทจำนวน 8 ล้านเอาไปซื้อรถได้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี เปลี่ยนเป็นเอาเงินของบริษัท 8 ล้านไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้ดอกเบี้ย 3.5% ต่อปีไม่มีกว่าเหรอ ความเสี่ยงก็ต่ำกว่ามาก และยามจะไถ่ถอนคืนเงินพันธบัตรก็จะได้คืนชัวร์ๆ แบบนี้มีเหตุมีผล? ที่จะบอกศาลว่า กรรมการบริษัทบริหารผิดหน้าที่ เข้าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 353
มาตรา 353 แห่งประมวลกฎหมายอาญา คือความผิดฐาน "ยักยอกทรัพย์โดยผิดหน้าที่" ซึ่งบัญญัติว่าผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น แล้วทำผิดหน้าที่นั้นด้วยความทุจริต จนทำให้เจ้าของทรัพย์สินเสียหาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อยากให้ดูองค์ประกอบความผิดของมาตรา 353 เคสนี้
1. ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สิน: มีหน้าที่ดูแล ทรัพย์สินของผู้อื่น หรือของรวม (เช่น ผู้จัดการมรดก, กรรมการบริษัท, ผู้จัดการทรัพย์สิน)
2. กระทำผิดหน้าที่: ไม่ทำตามสัญญา หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
3. โดยทุจริต: มีเจตนาพิเศษเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
4. จนเกิดความเสียหาย: เป็นเหตุให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์เชิงทรัพย์สินของเจ้าของลดลงหรือเสียหาย
โลกแห่งการบริหารจัดการธุรกิจ ถ้าคนบริหารขาดความรู้เรื่องข้อกฎหมายที่ห้ามการจัดการใด แต่ตัวเองกลับฝ่าฝืน งานนี้หมายศาลก็ไปถึงหน้าบ้านได้ และเมื่อหมายศาลไปถึง อาการเครียดและวิตกกังวลจะเกิดขึ้นมาก เอาอย่างไรดี เราทำผิดจริง? จะรีบเอาเงินไปคืนแบบกรณีบริษัทของนักข่าวคนดังเพื่อบอกว่า ไม่มีเจตนาโกง หรือทำผิดหน้าที่ แบบนี้จะรอดการที่ต้องเข้าไปพักผ่อนในห้องสี่เหลี่ยม?
ต่อภาค 4.....
24/4/69
🗝ขอคำปรึกษาปัญหาธุรกิจ กฎหมาย และคดีความ ได้ที่ Line@ :@sati.fpm, Inbox FPM Consultant, E-MAIL : sumrej2011@gmail.com
หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ