ปิดฉากนักสู้ จนวันนี้มีหลักพันล้านหรืออาจจะถึงหมื่นก็เป็นไปได้

ตอน 6 (ตอนจบ)
เกือบสองปีแล้วที่ผมไม่ได้ติดต่อกับลูกศิษย์ และไม่ได้ไปเยี่ยมที่เรือนจำด้วย แต่ใจก็ยังห่วงหาอาทร ภาวนาในใจว่าขออย่าให้มะเร็งร้ายกำเริบ แต่คำภาวนาก็ไม่ได้ผล มะเร็งร้ายขยับเขยื้อนตัว และครั้งนี้มันหมายเอาชีวิต ลูกศิษย์เสียชีวิตในเรือนจำ ปิดฉากตำนานคนที่ต่อสู้ จากไม่มีอะไรมากจนวันนี้มีหลักพันล้านหรืออาจจะถึงหมื่นก็เป็นไปได้
ชีวิตคนก็แค่นี้ ปิดฉากจบแบบเดียวกัน ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับเวลา เวลาที่จะได้มีความสุข
ความเดิมก่อนหน้านี้
อาจารย์จำเรื่องเธอได้ไหมครับ ที่มาขอเงินผม 10 ล้านบาทเอาไปลงทุนในกิจการกาแฟและเบเกอรี่ ที่อาจารย์แนะนำว่าให้ใส่ชื่อเธอในหนังสือบริคณห์สนธิมีรายละเอียดว่า กรรมการคือเธอจะรับผิดชอบในหนี้สินของบริษัทอย่างไม่จำกัดจำนวน และเงิน 10,000,000 ที่ผมจะให้เธอ อาจารย์บอกว่าให้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนนึงจำนวนซัก 2,000,000 ให้เป็นทุนจดทะเบียนจะใส่ชื่อเธอร่วมกับผมก็ได้ และที่เหลืออีก 8,000,000 ให้ผมปล่อยกู้ให้กับเธออย่าใส่เป็นทุนจดทะเบียน ผมได้ทำตามที่อาจารย์บอกแล้วครับ
ผ่านมาวันนี้สองปี เด็กคนนี้ไม่ได้ขยันแบบเดิม เท่าที่ผมสังเกตเธอขยันแค่เพียงเริ่มต้นเท่านั้น พอเจอปัญหาและอุปสรรคเธอก็ก็มีอาการถอดใจ ไม่มีแรงจะสู้ต่อ เอาปัญหามาปรึกษาผมตลอดเวลา ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของคน คือเธอกับพนักงานก็มีอายุใกล้กัน ความเป็นผู้ใหญ่ของเธอก็มีข้อจำกัด มันเหมือนบารมีของเธอไม่พอ เธอไม่รู้จักการวางตัวให้เป็นเจ้านายที่สุขุม มีเหตุมีผล ไม่ใช้อารมณ์ เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาสำหรับผม รักต่างวัยไม่ได้เป็นความโชคดี น่าจะเป็นโชคร้ายมากกว่า
มันก็จริงอย่างที่อาจารย์พูด คนกว่าจะเข้าใจชีวิตได้ต้องผ่านความผิดพลาดและความล้มเหลวมาก่อน ต้องรู้ว่าเหตุแห่งปัญหาทั้งหมดมาจากตัวเองเป็นสำคัญ ถ้ายังโทษผู้อื่นว่าเป็นต้นเหตุแห่งปัญหา ทำอะไรก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการทำธุรกิจหนีไม่พ้นเรื่องคน ต้องจัดการคน และถ้ายังไม่รู้จักตัวเองดีพอ การจัดการคนก็จะจัดการให้ดีไม่ได้ เด็กก็เป็นเด็กวันยังค่ำ แม้จะจบปริญญาตรีมาแล้ว อายุ 22 23 ก็ยังเป็นเด็กอยู่ เด็กวัยนี้มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ชอบฟังคน ผมเองอยู่ด้วยแล้วลำบากใจเป็นที่สุด ไม่เคยคิดเลยว่าต้องมาทุกข์ใจในช่วงชีวิตที่ตัวเองน่าจะสบายแล้ว มีเงินมีทองมีทุกอย่างพร้อมแต่ขาดแค่ความรัก และดันมาเจอความรักต่างวัย ผมจึงอยากปรึกษาอาจารย์อีกครั้งว่าผมจะทำอย่างไรดี ผมกับเธอเข้ากันไม่ได้จริงๆ และที่ว่าจะแต่งงานกันมาวันนี้ผมไม่ค่อยมั่นใจแล้วครับ เพราะเธอเริ่มเงียบ ไม่เคารพผมเท่าที่ควร ไม่ได้อ่อนหวานแบบในอดีต อาจเป็นเพราะเธออยากจะโยนความผิดที่ไม่ประสบความสำเร็จว่าเป็นเพราะผมให้คำแนะนำในทางที่ผิดแก่เธอ
อาจารย์ครับคนไม่โทษตัวเองแต่โยนความผิดให้ผู้อื่นมีมากมายจริงๆครับ ตลอดเส้นทางชีวิตของผมกว่าจะเป็นคนมีเงินขึ้นมาได้ ผมเจอแต่คนที่โทษผู้อื่น และมาวันนี้ก็ยังเจอเธออีก ถ้าผมจะเลิกกับเธอ อาจารย์มีคำแนะนำเช่นไรครับ? *** อ่านต่อตอนสอง
ตอน 2
เรื่องของเธอที่คุณมาปรึกษาผม มันไม่ใช่เรื่องง่ายง่าย แต่สำหรับผม ผมมองว่าถ้าคนสองคนมีทัศนคติที่ไม่ตรงกัน ความเข้าใจเป็นเส้นขนาน อยู่ร่วมกันไปก็มีแต่ความทุกข์ สู้แยกทางกันไปต่างคนต่างไปเรียนรู้ ต่างคนต่างไปใช้ชีวิต ผมว่าแบบนี้จะเป็นการดีกว่า
เรื่องชีวิตไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่าย อย่างคุณและผมผ่านมาวันนี้ชีวิตเข้าถึงยามเย็น กว่าจะรู้ว่าตัวเองทำผิดมาหลายเรื่องเวลาก็ได้ผ่านไปมากมาย คุณลองคิดดูสิถ้าคุณอยู่ไม่ถึงวันนี้ ความเข้าใจก็ยังไม่บังเกิด คุณจะจากโลกใบนี้ไปด้วยความที่ไม่เข้าใจความจริง แต่พออยู่มาถึงวันนี้เวลาพาให้คุณเข้าใจความจริง ที่ความจริงที่คุณเข้าใจนั้นคนอื่นที่อายุน้อยกว่าคุณก็ยังไม่เข้าใจ มันก็เหมือนคุณตอนที่อายุน้อยน้อยๆนั่นแหละ พ่อแม่สอนไม่เคยฟัง แถมยังเชื่อว่าความคิดของตัวเองถูก พ่อแม่หัวโบราณ มาวันนี้พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว หวนคิดไปถึงคำสอนของพ่อแม่กลับพบความจริงว่าเป็นคำสอนที่ใช้ได้ เป็นคำสอนที่ดี ทำไมวันนั้นเราจึงปฏิเสธ เธอคนที่คุณมีใจด้วยก็เป็นเช่นเดียวกัน เธอต้องการเวลาเพื่อจะเติบโต ถ้าคุณแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบังคับสอนเธอให้เธอต้องทำตาม เธอจะขัดแย้งและเธอจะรู้สึกว่าคุณเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองและเห็นแก่ตัว สู้คุณปล่อยให้เธอได้ออกไปผจญโลกเพื่อการเรียนรู้และรู้จักตัวเองมันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า
ผมเห็นด้วยที่คุณจะเลิกกับเธอ ส่วนเงินที่คุณลงทุนไปให้กับเธอ 10 ล้านบาท ผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไงกับเงินลงทุนจำนวนนี้ จะยกให้เธอถือว่าเป็นค่าคอร์สการเรียนรู้ความรักต่างวัยก็จะทำให้คุณมีความสุข สามารถแยกทางกับเธอได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าคุณคิดจะเอาคืน ความรักที่เคยมีมาในอดีตจะถูกเปลี่ยนเป็นความแค้นเกิดเป็นคดีความ ซึ่งผมบอกว่ามันไม่คุ้มค่ากับความสงบที่จะหายไป เพราะความสงบมีมูลค่ามากเหลือเกิน
พูดมาถึงตอนนี้ผมก็สังเกตเห็นลูกศิษย์ว่าอยู่ในอาการเงียบและนิ่งลง สงบกว่าตอนที่เล่าเรื่องให้ผมฟัง ผมเลยถามลูกศิษย์ว่าตกลง 10,000,000 ยกให้เธอใช่ไหม ได้คำตอบกลับมาว่าใช่
ลูกศิษย์พูดต่อว่าบทเรียนชีวิตกับเรื่องที่คนอื่นมองว่าง่ายง่าย แต่สำหรับบางคนมันไม่ได้ง่าย เช่นกันเงิน 10,000,000 บาทใหญ่โตมีค่ามากมายสำหรับบางคน แต่ก็อีกนั่นแหละสำหรับบางคนเงินจำนวนนี้ไม่ได้มีค่าและสำคัญอะไรมากมาย ถ้ามันจะต้องเสียไปเพื่อสอนให้เราฉลาดขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้นผมว่ามันก็คุ้ม และอย่างที่อาจารย์เคยพูด “ ไม่มีเหตุบังเอิญบนโลกใบนี้ ” ผมก็เชื่อเช่นนั้น ทุกอย่างถูกลิขิตมา ชีวิตเดินหน้าดีกว่าครับอาจารย์ ให้แล้วให้เลยไม่เอาคืนครับ
มันเป็นค่ำคืนที่ผมรู้สึกพอใจและยินดีกับการตัดสินใจของลูกศิษย์มาก การใช้หลักตัดทิ้งแล้วเดินไปข้างหน้าต่อเหมือนการได้ทิ้งของหนัก ที่ถ้าหากคนต้องเดินทางไกล ของหนักเป็นตัวถ่วงที่ทำให้คนเดินไปไม่ถึงเป้าหมาย และเป้าหมายของคนที่เข้าสู่ยามเย็นของชีวิต เป็นห้วงช่วงเวลาที่ต้องโฟกัสเรื่องการสลัดออก อะไรที่มีมากเกินความจำเป็นก็บริจาคให้ทานไป ไม่ถือโทษโกรธเคืองให้อภัยกัน เปิดโอกาสให้ชีวิตได้ขอโทษตัวเองยิ้มเยาะกับความโง่เขลาเบาปัญญาที่เกิดขึ้นเมื่อในอดีตแบบขำๆ โธ่เราไม่น่าเลยกับความรักต่างวัย ต่อแต่นี้จะมองหาคนในวัยเดียวกัน  เป็นเรื่องที่ลูกศิษย์มาถูกทางแล้ว
ปิดท้ายก่อนจากกันในค่ำคืนที่สายฝนตกลงมาโปรยๆ ผมบอกลูกศิษย์ว่า เคยได้ยินคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง บุรุษมีโคก็ทุกข์เพราะโค มีบุตรก็ทุกข์เพราะบุตร มีอะไรก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น น่าจะหมายรวมไปถึงมีเมียด้วย ถ้าคุณอยากจะหาเมียใหม่ก็ลองคิดให้ดีดี มีคนอายุมากที่มีความคิดแบบเด็ก พูดง่ายง่ายคนอายุเท่าคุณแต่มีความคิดและนิสัยแบบเธอคนเก่าก็มีมากมาย จงเลือกดีดีเดี๋ยวจะเสีย 10,000,000 อีก คนคิดได้คิดไม่ได้ไม่ได้อยู่ที่อายุ *** อ่านต่อตอน 3
ชีวิตคนเราไม่แน่นอนจริงๆนะครับอาจารย์ ช่วงเวลาที่ผมตัดสินใจจะเลิกกับเธอ จู่จู่ผมก็ล้มป่วย อาการที่อาจารย์เห็นผมเสียงแหบ ที่จริงแล้วผมก็เป็นมานานแล้ว แท้จริงแล้วมันเป็นอาการมะเร็งกล่องเสียงครับ เรื่องที่จะพูดบอกเลิกกับเธอจึงได้ชะลอเอาไว้ก่อน มาโฟกัสเรื่องการรักษาตัว เมื่อรักษาตัวเข้าที่เข้าทางแล้วค่อยว่ากันใหม่
เวลาร้อนจัดจัด ไม่มีสัญญาณว่าฝนจะตกลงมา อยู่อยู่มันก็ตกลงมาได้และแถมตกหนักอีกด้วย เรื่องราวของผมก็เหมือนกัน เมื่อเธอรู้ว่าผมป่วยเป็นมะเร็ง และต้องเข้ารับการรักษา ผมเลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุดแบบให้ผมเจ็บตัวน้อยที่สุด และเห็นผลดีที่สุด  ช่วงเวลานี้นี่เองผมเห็นเธอทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อดูแลผม ดูแลแบบไม่มีที่ติเลย ส่วนกิจการร้านกาแฟที่เธอดำเนินการอยู่ เธอบอกผมว่ามันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วถ้าเธอไม่มีผม ผมก็รู้สึกดีที่ได้ยินคำพูดนี้จากเธอ ผมได้บอกเธอไปว่าความเสียหายคือบทเรียนชีวิต ถ้าผมเตือนห้ามเธอไม่ให้เธอทำ เธอก็คงไม่มีความรู้ที่ความเสียหายสร้างให้ ผมถามเธอว่าได้ความรู้แล้วใช่ไหม เธอตอบว่าใช่ แถมยังพูดความในใจว่า การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะเรื่องของคน และการรู้จักตัวเองว่าตัวเองยังไม่เก่ง ที่ผ่านมาเธอขัดแย้งกับผม ไม่เข้าใจผม มาวันนี้เธอเริ่มเรียนรู้
ผมเองไม่มีใครเลยในชีวิต พ่อแม่ก็ตายหมด พี่น้องก็ต่างคนต่างอยู่ ทรัพย์สินเงินทองที่ผมหามาได้ มาวันนี้คำนวณได้เป็นหลักพัน ยามรู้ว่าตัวเองกำลังจะไปเหลือเวลาอีกไม่มาก มันไม่มีความหมายอะไรเลยครับ ผมอยากจะทำพินัยกรรม อาจารย์พอจะแนะนำและช่วยดูแลพินัยกรรมให้ผมได้หรือเปล่าครับ ผมตอบไปว่าผมยินดีให้คำปรึกษาเรื่องการจัดทำพินัยกรรม และจะจัดหาทนายที่เป็นทนายนิสัยดี ไปดำเนินการจัดทำพินัยกรรมฝ่ายเมืองที่อำเภอให้ โดยผู้ที่จะทำพินัยกรรมจะต้องไปด้วยตัวเอง พินัยกรรมฝ่ายเมืองนี้จะเก็บอยู่ที่อำเภอ หลังการจากไปของเจ้าของพินัยกรรม จะมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์มีพินัยกรรมปลอมโผล่ขึ้นมา
ลูกศิษย์พอใจและหารือกับผมว่า บ้านที่อยู่อาศัยในปัจจุบันที่มีเธออยู่ด้วย ผมได้ให้เธอย้ายเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านเรียบร้อยแล้ว ผมอยากจะยกบ้านหลังนี้ให้เป็นชื่อของเธอ เมื่อถึงวันที่ผมไม่อยู่อย่างน้อยเธอก็ยังมีบ้านอยู่และลูกตัวน้อยของผมด้วย ฟังมาถึงตรงนี้ผมก็ถามลูกศิษย์ว่าตกลงคุณมีลูกเหรอ ได้คำตอบว่าสามเดือนแล้วครับอาจารย์ ลูกเป็นความใฝ่ฝันของผม ฝันของผมคืออยากสอนลูกให้เขาได้เป็นคนดี เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือสังคม มุ่งมั่นความฝันของเขาให้เป็นจริง ไม่เห็นเงินเป็นใหญ่ แต่ก็มาเจอเหตุการณ์ว่าผมป่วย
”มะเร็งของคุณอยู่ขั้นที่เท่าไหร่“ ได้คำตอบมาว่าขั้นที่สาม ผมเลยตอบให้กำลังใจลูกศิษย์ไปว่า ไม่เกินกำลังที่หมอจะจัดการได้ ปัจจุบันมียาจากอเมริกาที่ดีดี เงินทองของคุณมีมากมายมหาศาล ผมว่าเอาอยู่ อย่างพ่อผมเป็นมะเร็งขั้นที่สี่ลามเข้ากระดูก หมอทุกคนวินิจฉัยว่าอยู่ได้ไม่เกินสามเดือน ตอนนั้นพ่อของผมอายุ 89 มีอาการหนักมากต้องใช้มอร์ฟีนช่วยตลอดเวลา หลังจากได้ข้อสรุปกับหมอจึงได้ทำการสั่งยาจากต่างประเทศ ทานวันละเม็ดผลปรากฏว่าชะลอการเสียชีวิตได้ พ่อผมจากไปเมื่ออายุ 95 ปี ไม่มีอาการเจ็บปวดที่เกิดจากมะเร็งเลย ใช้งบประมาณห้าปีไป 10 ล้านบาท ถ้าคุณเป็นแค่ขั้นที่สามและหากรักษาต่อไปมันไม่หาย ผมเชื่อว่าเงินที่คุณมีซื้อเวลาให้คุณอยู่ต่อเพื่อสอนลูกได้
ดูลูกศิษย์มีความสบายใจมากขึ้น เค้าบอกผมว่าขอเวลาอีกซัก 10 ปี เค้าอยากจะเห็นหน้าลูกและอยู่กับลูก เล่นกับลูก ชีวิตเขาคงสมบูรณ์พร้อมที่จะโบกมือลาโลกนี้ไปได้ ผมเองก็พยักหน้าสื่อสารให้เขารู้ว่าผมเองก็เชื่อว่า 10 ปีเป็นไปได้ หลังจากนั้นผมก็วกเข้าเรื่อง ผมถามว่าบ้านที่อยู่ในวันนี้ราคาตลาดประมาณเท่าไหร่ ลูกศิษย์ตอบผมว่า 150 ล้านบาท *** อ่านต่อตอน 4
ยามเย็นของผมมันไม่ได้สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น ผมทำงานมาตั้งแต่จบมหาวิทยาลัย เสียสละยอมไม่เดินไปตามความฝัน มุ่งมั่นช่วยกิจการของครอบครัวที่ในวันนั้นดูจะไม่มีอนาคตในสายตาใครใคร อาจารย์คงรู้ว่าสินค้าตัวนี้เมื่อตอนอาจารย์ยังเป็นเด็กไม่มีใครสนับสนุนให้กินกัน แถมยังมีข่าวในทางที่ไม่ดีว่าเด็กไม่ควรกิน แต่ในวันนี้มีงานวิจัยเกิดขึ้นมากมายสนับสนุนว่าสินค้าตัวนี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย และคนทั้งประเทศก็นิยมกินกัน
ประโยคที่ว่า “ ความอดทนมีรสขมแต่ผลของมันมีรสหวาน” เป็นความจริงครับ เมื่ออดทนกับอะไรมานานได้ที่ สิ่งนั้นจะตอบแทนความอดทนให้กับเรา ทำให้เราเป็นที่แตกต่างในสายตาใครต่อใคร โดยเฉพาะคนที่มองข้ามกิจการนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน แล้วมาวันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนก่อนที่ผมจะเจอเธอ มีคดีฟ้องร้องเกิดขึ้นกับผม ผู้ถือหุ้นที่เสียชีวิตไปแล้ว แล้วหุ้นนั้นถูกจัดการโดยผู้จัดการมรดกนำความมาฟ้องผมในฐานะกรรมการบริษัท ว่ายักยอกเงินของบริษัท และฟ้องผมในข้อหาค้าแข่งเป็นคดีอาญาตามมาตรา 353
มันก็เป็นอย่างที่อาจารย์ว่า กฎหมายบ้านเราเป็นกฎหมายที่กล่าวโทษ ใครจะกล่าวโทษใครก็ได้ สุดท้ายศาลก็ต้องสั่งว่าความจริงคือเช่นไร ซึ่งความจริงนั้นอาจไม่จริงก็ได้ อย่างเรื่องของผม เมื่อผมเข้ามาดำเนินการในบริษัทที่ไม่มีใครสนใจ ตอนนั้นผมมุ่งมั่นที่จะพลิกฟื้นกิจการ ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจด้านบัญชีและการเงิน วันทั้งวันได้แต่วิ่งหาเงินจนวุ่นเพราะบริษัทไม่มีเงินทุนมากพอยามที่กิจการมันเริ่มดีขึ้น มันเหมือนเด็กเริ่มโตที่กินเก่ง สิ้นเดือนต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับนายทุนที่ผมไปหยิบยืมเงินมา ผมยอมรับว่าผมบริหารการเงินของบริษัทไม่ดี เงินของบริษัทผมมีนำมาใช้ส่วนตัวบ้าง แต่ผมก็จดเอาไว้แล้วทำการคืนบริษัท มันอาจจะไม่ได้เป๊ะ 100% แต่ถ้าดูเจตนาของผมแล้วผมมีเจตนาที่ดี ต้องการให้บริษัทเติบโต อย่างเวลาเพิ่มทุนตลอดหลายสิบปี ผมเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิมทุกคนรักษาสัดส่วนของพวกเขาที่เท่าเดิมมาโดยตลอด สาเหตุที่ผมทำเช่นนี้เป็นเพราะพ่อผมสอนว่า ทำอะไรก็ตามต้องซื่อสัตย์ ต้องไม่โกงคน แต่ความซื่อสัตย์ที่มีหลักฐานการกระทำความผิด แม้มีการเอาเงินมาคืนบริษัทก็ถือว่าทำผิด ผมโชคดีที่ได้ต่อสู้คดีมาแล้วศาลชั้นต้นไปจนถึงศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินว่าผมไม่ได้กระทำความผิด ตอนนี้เหลืออีกแค่ศาลเดียวคือศาลฎีกา หากศาลฎีกาบอกว่าผมไม่ผิด ผมคงจะมีความสุขมาก
ส่วนเรื่องของเธอที่ขอให้อาจารย์ช่วยดูแลเรื่องพินัยกรรมฝ่ายเมืองให้ ผมก็ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ผมได้โอนบ้านพร้อมที่ดินที่อยู่ในปัจจุบันมูลค่า 150 ล้านให้กับเธอ ผมหวังว่าถ้าผมเป็นอะไรไป เธอและลูกของผมจะได้ไม่ลำบาก
การพบเจอความรักต่างวัยก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งยอม ทำความเข้าใจว่าทุกคนต้องเรียนรู้ จะให้เขารู้อย่างที่เรารู้มันย่อมเป็นไปไม่ได้ คนอายุ 60 กับคนอายุไม่ถึง 30 มันต้องรู้ต่างกันแน่นอน เรื่องนี้ผมเข้าใจ ผมจึงยินดีให้เธอเรียนรู้ อย่างเงิน 10 ล้านบาท ถ้าสามารถสอนให้เธอรู้และมีปัญญา แค่รู้ว่าทุกสิ่งไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด ดังนั้นจงอย่าเชื่อมั่นความคิดของตัวเอง ผมว่าถ้าเธอรู้แค่นี้ชีวิตของเธอก็มีเกาะป้องกันความผิดพลาดได้ กิจการร้านกาแฟที่เธออยากแข่งกับอเมซอน มาวันนี้ก็ปิดกิจการไปเรียบร้อยแล้วครับอาจารย์ ทุกๆวันเธอยุ่งกับเรื่องลูก ผมได้ลูกชายครับ ผมอยากอยู่ให้นานที่สุดเพื่อจะได้ส่งต่อกิจการให้ลูกชายคนเดียวคนนี้ได้ดูแล
ชีวิตคนนี้ไม่แน่นอนครับ ข่าวดีของศาลอุทธรณ์ที่ตัดสินว่าผมไม่ผิดทำให้ผมรอดจากคุกมาได้ และในวันที่ศาลอุทธรณ์ตัดสิน ก็เป็นวันเดียวกับที่ผมได้รับข่าวจากโรงพยาบาลที่รักษามะเร็งกล่องเสียงผม ว่าไม่พบเชื้อมะเร็งในร่างกายอีกแล้ว ผมเหลือแค่ตรวจติดตามทุกรอบหกเดือน ยามฟ้าเปิดฟ้าสวยงามเหลือเกินครับ ถ้าผมไม่ได้ทำธุรกิจมาก่อน ที่ทำให้ผมมีประสบการณ์ย่ำอยู่กับกับความทุกข์ แบบทุกข์แล้วก็ยังต้องทำงาน ผมคงรับมือกับสถานการเลวร้ายที่ผมเจอมาไม่ได้ครับ แต่มาคิดคิดผมก็ยังโชคดีที่ได้เจอเธอ แทนที่ในวันที่ผมไม่มีใครผมก็ยังมีเธอ
ลูกชายของผมตอนนี้อายุได้สามเดือนแล้ว ถ้าอาจารย์ผ่านมาแถวบ้านผม เวลาที่อาจารย์เอารถไปเข้าศูนย์ ผมอยากให้อาจารย์แวะมา ได้คุยกับอาจารย์แล้วผมได้ข้อคิดที่ดีดีเยอะ ***อ่านต่อตอน 5
ก่อนพายุจะมาทุกอย่างดูสงบนิ่ง ไม่มีเค้าลางของเหตุเภทภัยที่ดูจะทำอันตรายให้กับชีวิต ลูกศิษย์ก็ใช้ชีวิตอย่างสงบบนทรัพย์สินเงินทองที่ตัวเองทำมาหาได้ อยู่บ้านที่เป็นเสมือนคฤหาสน์ มีความสุขกับลูกน้อย ถ้ามีเรื่องที่วิตกกังวลก็คือเรื่องวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา เรื่องนี้ทำให้ใจของลูกศิษย์เป็นกังวลอย่างมาก ผมบอกไปว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คิดกังวลไปล่วงหน้าจะเสียสุขภาพ ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะตก มะเร็งที่สงบไปแล้วอาจจะกลับมาได้ ต้องทำใจให้สบายอยู่กับปัจจุบัน หายใจเข้าลึกลึกหายใจออกช้าช้าผ่อนมันให้นานนาน ออกซิเจนจะได้อยู่ภายในกายให้นานที่สุดเพื่อจะเอาไปสู้กับมะเร็งร้ายเผื่อว่ามันคิดจะอาละวาดอีกครั้ง ผมบอกว่าออกซิเจนช่วยได้
ตอนที่ลูกศิษย์บอกผมว่าหายจากมะเร็ง หมอนี่เก่งจริงๆ ผมเองก็มีความกังวลอยู่ลึกๆว่า มะเร็งแค่เพียงสงบเท่านั้นแหละ มันพร้อมที่จะออกมาอาละวาดอีกครั้ง แต่ผมก็ไม่ได้พูดมันให้ลูกศิษย์ฟังได้แต่บอกว่าลูกศิษย์โชคดีมากๆ นับจากนี้ได้ชีวิตใหม่มาแล้ว ทุกวันจะต้องมีความสุข ความทุกข์จะต้องผลักมันออกไป คนผ่านอะไรมาเยอะเยอะโดยเฉพาะการไปเผชิญหน้ากับความตาย มันไม่มีอะไรน่ากลัวกว่านี้อีกแล้ว ลูกศิษย์ก็พยักหน้า
ผมถามลูกศิษย์ว่าตอนนี้เธอเป็นยังไงบ้าง เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้างแล้วหรือยัง เป็นแม่ที่ดีไหม ทำกับข้าวให้คุณกินไหม คุณพอใจในการพัฒนาของเธอไหม และคุณยังคิดว่าเธอยังคือคนที่ใช่อยู่ไหม ได้คำตอบว่าสมบูรณ์ทุกอย่างครับอาจารย์ ผมโชคดีที่เลือกไม่ผิด อาจจะเป็นเพราะว่าผมเป็นมะเร็งก็ได้ที่ทำให้เธอได้คิดในหลายหลายเรื่อง ว่าผมคงจะอยู่กับเธอได้ไม่นาน เธอจึงเอาอกเอาใจผมแล้วดูแลผมอย่างดี
อาจารย์ว่าศาลฎีกาจะเห็นแบบเดียวกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หรือเปล่า ผมก็ตอบว่าน่าจะเหมือนกัน ทั้งทั้งที่จริงๆแล้วผมมีประสบการณ์ในหลายหลายคดี ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาในทิศทางเดียวกัน แต่ศาลฎีกากลับพลิกแบบนี้ก็มี ทำให้จำเลยต้องติดคุกติดตาราง แต่ผมก็ไม่พูดออกไป ได้แต่บอกว่าคุณแน่ใจนะที่จะไปฟังคำตัดสินของศาลฎีกาด้วยตัวคุณเอง เพราะถ้าศาลฎีกาเห็นต่าง คุณจะถูกล็อคตัวเลย ลูกศิษย์ตอบผมว่าผมพร้อมเผชิญความจริงแล้วครับ ขอให้อาจารย์ช่วยภาวนาให้ผมด้วย ถ้าสิ่งที่ผมทำเมื่อในอดีตมันไม่ได้เลวร้ายมากเมื่อเทียบกับความดีที่ผมได้ทำมาในชีวิตนี้ ก็ขอให้ผมแคล้วคลาด
ผมเองมีความกังวลเป็นอย่างสูง รู้สึกว่ามีอะไรแปลกแปลกกับชีวิตของลูกศิษย์ ลางสังหรณ์ของผมบอกว่าเรื่องร้ายร้ายจะเกิดขึ้นกับลูกศิษย์ คดีมีสิทธิ์พลิกได้ เพราะเรื่องการค้าแข่งถ้าเป็นสินค้าแบบเดียวกันแม้จะมีการพัฒนารูปแบบ หากตั้งถามว่าแล้วบริษัทเดิมดำเนินการได้หรือไม่ คำตอบก็คือดำเนินการได้แต่ต้องใช้ทุนเยอะ การตอบว่าไม่อยากให้ผู้ถือหุ้นบริษัทเดิมได้รับความเดือดร้อนต้องหาเงินมาเพิ่มทุนไม่น่าจะใช่ประเด็นที่จะทำให้ลูกศิษย์รอดได้ เรื่องรอดหรือไม่รอด น่าจะอยู่ที่ศาลฎีกามองว่าสินค้าตัวใหม่ใช้สินค้าตัวเดิมเป็นหลัก มุมมองเรื่องการค้าแข่งก็สามารถพลิกได้ จะพาข้อกฎหมายที่บอกว่าถ้ากรรมการบริษัทจะค้าแข่งกับบริษัทได้ มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องเปิดประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ แล้วให้ผู้ถือหุ้นลงมติ เสียงที่เกินกว่ากึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ยอมให้กรรมการบริษัทค้าแข่งจึงจะทำให้ลูกศิษย์รอดได้ แต่นี่ลูกศิษย์ไม่ได้เปิดประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ ดำเนินการด้วยความคิดของตัวเองว่ามันเป็นสินค้าคนละประเภทกัน นอกจากนี้ตัวโจทก์ที่เป็นผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทก็ฟ้องอาญาว่าลูกศิษย์ในฐานะกรรมการบริษัทได้ยักยอกเงินเพื่อนำไปลงทุนในบริษัทแห่งใหม่ที่ผลิตสินค้าเป็นแบบเดียวกัน ถ้าไม่ได้ยักยอกแล้วลูกศิษย์จะเอาเงินมามากมายกว่า 300,000,000 มาลงทุนได้อย่างไร โดยที่ 300 ล้านบาทเป็นทุนจดทะเบียนของบริษัทใหม่ทั้งหมด  ลางสังหรณ์ยังส่งเสียงกระซิบบอกผมว่า เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดในวันฟังคำพิพากษาศาลฎีกาจะเปลี่ยนชีวิตลูกศิษย์ไปอย่างสิ้นเชิง และแล้ววันนั้นก็มาถึง
ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษามีเนื้อหากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ส่งผลให้ลูกศิษย์ถูกจับเข้าเรือนจำในวันนั้น โทษจำคุกที่ผมได้ข่าวอยู่ที่ประมาณหกปี
15/7/69
🗝ขอคำปรึกษาปัญหาธุรกิจ กฎหมาย และคดีความ ได้ที่ Line@ :@sati.fpm, Inbox FPM Consultant, E-MAIL : sumrej2011@gmail.com
หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ