ลูกหนี้สถาบันการเงินถูกฟ้องคดีต้องทำอย่างไร

⚖️ ลูกหนี้สถาบันการเงินถูกฟ้องคดีต้องทำอย่างไร?
✍ สู้คดีเพื่อให้ลูกหนี้ ได้เวลามากขึ้นจะได้มีโอกาสฟื้น
💸ลูกหนี้รายนี้ประสบปัญหากิจการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ยืมธนาคารได้ สถานการณ์ในตอนนี้ก็คาดเดาได้ว่า อีกไม่นานเจ้าหนี้จะยื่นฟ้องหลายคดี และเจ้าหนี้บางรายได้ยื่นฟ้องคดีมาแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่ได้เข้าไปต่อสู้คดี เพราะคิดว่าเป็นหนี้จริง แล้วจะต่อสู้คดีอย่างไร จึงเจรจาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์เจ้าหนี้
การที่ลูกหนี้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นหนี้ก็ต้องชำระหนี้ ถ้าหากสามารถผ่อนชำระไหวตามที่ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ถ้าไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งก็จะถือว่าผิดนัดทั้งหมด เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์บังคับคดีออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ได้ทันที ดังนั้นก่อนตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความจึงต้องมั่นใจว่า สามารถชำระหนี้ตามสัญญาได้ ถ้าไม่สามารถชำระหนี้ได้ในตอนนี้ควรต่อสู้คดีไปก่อน เมื่อพร้อมแล้วจึงเจรจาขอชำระหนี้ก็ได้ เพราะการต่อสู้คดีทำให้ลูกหนี้ได้โอกาส ได้ระยะเวลาในการประกอบกิจการอย่างเต็มที่ โดยยังไม่ต้องนำเงินรายได้จากกิจการมาชำระหนี้ในขณะที่กิจการยังไม่มีสภาพคล่อง พูดง่ายง่ายก็คือทำธุรกิจมีกำไรแล้วเก็บอย่างเดียวเพราะช่วงเวลาที่สู้คดีจะไม่มีการจ่ายคืนเจ้าหนี้
ก่อนจะไปลงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาในการสู้คดีของลูกหนี้ในชั้นศาล จะขอพูดเรื่องประสบการณ์ที่เคยเจอเคสของลูกหนี้เป็นจำนวนมาก ยามต่อสู้คดีกันแบบเนิ่นนานเป็นปีๆหรือหลายปี ตอนที่มาตกลงขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับเจ้าหนี้ เงื่อนไขที่สำคัญที่ลูกหนี้จะขอก็คือ ขอให้เจ้าหนี้ตัดรถดอกเบี้ยตั้งแต่วันแรกที่เริ่มค้างจนถึงวันที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเจ้าหนี้มักจะยอมให้แต่ยอมแบบมีเงื่อนไขว่า ให้ระบุการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ครบถ้วนแล้วจะตัดลดดอกเบี้ยที่ค้างทั้งจำนวนตั้งแต่วันแรกที่ผิดนัดการจ่ายจนถึงวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งนั่นหมายถึงลูกหนี้จะได้รับผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยที่ไม่ต้องจ่ายเลยในระยะที่มีการสู้คดี
.....คราวนี้มาดูระยะระยะเวลาที่ลูกหนี้จะสู้คดีให้ได้นานที่สุด ตามสิทธิ์ของลูกหนี้ที่กฎหมายอนุญาตมีดังนี้
✍ระยะเวลาดำเนินคดีในศาลชั้นต้นอย่างน้อยก็ 1 ปี
ส่วนชั้นอุทธรณ์จะต้องมีการนำเงินมาวางค่าธรรมเนียมศาล คดีจึงจะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ ถ้าหากเป็นคดี ผบ. หรือคดีผู้บริโภค จำเลยซึ่งเป็นผู้บริโภคที่อุทธรณ์คดีไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ ตาม พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18 เพราะกฎหมายให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ตามที่โจทก์เสียไปในศาลชั้นต้น โดยนำมาวางพร้อมกับอุทธรณ์
💰อย่างคดีของลูกหนี้รายหนึ่ง ที่ไม่ต้องการเสียค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ และจะใช้สิทธิอุทธรณ์คดี ทนายก็เลยต้องยื่นคำร้องขอดำเนินคดีโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลใช้แทนโจทก์ไปพร้อมกับอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นได้รับคำร้องแล้ว ศาลก็มีคำสั่งว่า จำเลยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์อยู่แล้ว จึงไม่ต้องยื่นคำร้องฯ ดังกล่าวอีก ให้ยกคำร้องฯ ทนายจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยผิดหลง เพราะที่จำเลยขอยกเว้นค่าธรรมเนียมนั้น เป็นค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ มิใช่ค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ ซึ่งปกติการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั้น จะขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลที่ต้องวางในชั้นอุทธรณ์ หรือฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 แต่เมื่อไม่มีกฎหมายห้ามไว้ไม่ให้ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ ก็สามารถขอยกเว้นได้เช่นกัน
🔏ย้อนไปก่อนที่จะยื่นอุทธรณ์คดี ทนายก็ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึง 3 ครั้งๆ ละ 30 วัน ก็ประมาณ 3 เดือน โดยอ้างเหตุว่า จัดทำอุทธรณ์ยื่นต่อศาลไม่ทัน เพราะมีภารกิจต้องเดินทางไปต่างจังหวัด และมีงานคดีหลายคดี ประกอบกับเอกสารในคดีนี้มีจำนวนมาก ซึ่งมีทุนทรัพย์สูง จึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ ทำให้ขยายได้ 3 ครั้ง
💡เมื่อยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลใช้แทนโจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง อีกประมาณ 3 เดือน รวมเป็น 6 เดือน
💸 จากนั้นก็ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องฯ ภายใน 7 วัน คดีก็จะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยใช้ระยะเวลาประมาณ 5 เดือน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องฯ ของจำเลย แล้วส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์สั่งต่อไป ศาลชั้นต้นจึงกำหนดนัดไต่สวนคำร้องฯ อีก 3 เดือน และส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อพิจารณาสั่งคำร้องฯ ใหม่
✍รวมแล้ว นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เดือนตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน ก็ 1 ปีกว่าแล้ว ที่คดียังไม่ได้ขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์เลย ยังอยู่ในชั้นคดีสาขา คือ ไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลใช้แทนโจทก์ และหากศาลอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลใช้แทนโจทก์ ถ้าจำเลยได้นำเงินมาวางศาลก็จะทำให้คดีหลัก (อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น) ขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ ซึ่งระยะเวลาในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ ประมาณ 1 ปีขึ้นไป เมื่อนับระยะเวลารวมกับศาลชั้นต้น จนถึงศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว ประมาณ 3 ปี และยังมีชั้นฎีกาอีก ที่ต้องขออนุญาตยื่นฎีกา
ถ้าระยะเวลา 3-5 ปี นี้ ลูกหนี้ยังฟื้นไม่ได้ ก็ต้องพิจารณาใหม่แล้วว่า จะเลิกกิจการ หรือหันไปจับธุรกิจอื่น หรือจะล้มละลายดี💸
เรื่องราวการใช้สิทธิทางกฎหมายของลูกหนี้ เป็นเรื่องที่กฎหมายให้สิทธิ์แก่ลูกหนี้ ลูกหนี้สามารถจะใช้สิทธิ์ได้เพื่อให้เกิดเวลาที่มากขึ้น จะได้ใช้เวลาเพื่อการแก้ปัญหา หาเงินมาคืนเจ้าหนี้ให้ได้คืนครบทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งบางทีก็ดูเหมือนลูกหนี้หัวหมอ แต่ถ้าดูให้ลึกๆลูกนี้ก็มีเจตนาที่จะชำระหนี้ โดยปรารถนาจะได้เวลาที่เพิ่มขึ้นเพื่อขอแก้ตัว แก้มือ ก่อนที่จะยกธงขาวซึ่งจะเสียหายทั้งธนาคารและลูกหนี้เองด้วย
เคสตัวอย่างที่ยกมาให้ได้ศึกษาข้างต้น เป็นเคสที่ทนายจงรักษ์ พรมศิริเดช เป็นทนายความให้กับลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้เอาชนะหนี้ให้สำเร็จ เวลาเท่านั้นที่สำคัญที่สุดในยามที่ธุรกิจเผชิญวิกฤต ทนายที่เก่งและแม่นจะใช้สิทธิ์ให้กับลูกหนี้ได้อย่างครอบคลุมทุกสิทธิ์
21/8/69
🗝ขอคำปรึกษาปัญหาธุรกิจ กฎหมาย และคดีความ ได้ที่ Line@ :@sati.fpm, Inbox FPM Consultant, E-MAIL : sumrej2011@gmail.com
หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ