สามสิบปีบริษัทฉัน ตอน 14
“สามสิบปีบริษัทฉัน ตอน 14”

”ถ้าผมเขียนหนังสือออกขาย แล้วมีคนซื้อหนังสือผมไปอ่านแล้วชอบ แล้วเขารู้ว่าผมรับเป็นที่ปรึกษาธุรกิจด้วย เมื่อเขาเรียกผมไปพบแล้วเจอว่า ผมอายุเท่าลูกเค้าคือ 26 ปี เค้าคงจะคิดเทียบว่า ผมคนเขียนหนังสือได้ถึงขนาดนี้ น่าจะต้องไม่ใช่เด็กธรรมดาแน่“
ผู้ร่วมทุนดูตั้งใจฟังและเงียบ ส่วนผมเองก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น ยามที่ความหวังเดิมหมดสิ้น ก่อความหวังใหม่ขึ้นมา โลกทั้งใบก็มีความหวังขึ้นอีกครา ที่นี่ไม่ใช่ที่ของฉัน ไปที่ใหม่ก็ได้ รีบทำงานให้เสร็จ รู้จักพี่เขาไว้ เล่าเรื่องความฝันให้พี่เขาฟังหลังจากเซ็นสัญญาร่วมทุนกับคุณอ้อยสำเร็จ
”คุณเปิดบริษัทมานานเท่าไรแล้ว“ ฉันตอบกลับไปว่าแค่ 12 เดือน มีหนี้นอกระบบหลายแสนแล้ว ดอกเบี้ยร้อยละสามต่อเดือน ฉันตอบคำถามผู้ร่วมทุนมากมายดูเหมือนเขาสนใจชีวิตฉัน ”พี่ครับผมศึกษาหุ้น หากำไรจากหุ้นมาจ่ายค่าใช้จ่ายของบริษัทที่มีรายได้เป็นศูนย์ บางเดือนชนะ บางเดือนแพ้ แต่ส่วนใหญ่จะชนะ“
เรื่องราวการคุยกันมาจบตรงที่ แล้วคุณคิดจะทำอะไรต่อในบริษัท ฉันตอบไปทันทีว่า ”เขียนหนังสือเล่มแรกของประเทศไทย ที่ราคาแพงที่สุด เขียนโดยคนอายุ 26“ ฉันพูดต่อไปอย่างมีความหวังว่า ถ้าหนังสือเขียนเสร็จ จะทลายข้อจำกัดของบริษัทฉันได้ ที่ไม่มีลูกค้าคนใดอยากคบเด็กสร้างบ้าน
เรื่องราวของหนังสือในจินตนาการ ที่บอกผู้ร่วมทุนว่า ฉันจะขายที่ราคาเล่มละ 1,500 บาท จึงถูกเล่าถึงวิธีการสร้างให้เกิดขึ้นอย่างละเอียด มีฉันอายุ 26 อยู่บนปกหนังสือ และที่สันปกจะมีโลโก้ตราช้าง คือปูนซิเมนต์ไทยมาเป็นสปอนเซอร์ หนังสือราคา 1,500 บาท เขียนโดยคนที่ไม่เขียนหนังสือมาก่อน และอายุ 26 วันนี้ฉันย้อนไปนึกถึงเมื่อ 30 ปีก่อน เอ หรือฉันจะไม่สบาย
แล้วค่ำนั้นก่อนที่ผู้ร่วมทุนจะต้องเดินทางไปอินเดีย ไปจัดการเรื่องระบบโทรคมนาคมในความรับผิดชอบ พี่เขาบอกฉันว่า แล้วค่อยมาคุยกันต่อ
ล้านห้าแสนบาท เพราะอะไรจึงได้ จะอยู่ในเหตุการณ์ตอนหน้า
18/3/68
หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ