30th110
30th110


  จริงๆ แล้ว อยากบอกว่า ที่เล่าเรื่องสามสิบปีมาให้ได้อ่านกัน ก็เพื่อจะให้ข้อคิดแก่คนรุ่นหลังว่า “คนเราจะทำความฝันให้เป็นจริงได้ ไม่มีความจำเป็นต้องพร้อมด้านเงินทอง หรือความรู้ ใจเท่านั้นที่พร้อม และ/หรือ ความรู้สึกที่ว่า ต้องประสบความสำเร็จในเรื่องที่ได้บ้าทำลงไป มีแค่ใจและความรู้สึกเป็นพอ”

  เยอะเลยที่คนเดินตามฝัน เพราะได้ยินเสียงข้างใน ว่าเจ้าต้องเป็นคนมีเงินมาก หันซ้ายหันขวาไม่มีใครมีเงินเลย การจะกลายไปเป็นคนมี ต้องเดินทางออกไปหา หาให้สิ่งที่ได้กลายเป็นกระดาษไป ถ้ากลัวว่าจะล้มเหลว ตายไปก็เสียชาติเกิด คนเกิดมามีหน้าที่เดินทาง ต้องเดินทางไปให้สุดชะตากรรม

  เรื่องราวของอีอ้อยก็แปลก จะว่าความโชคร้ายกลายเป็นความโชคดีก็ว่าได้ เมื่ออีอ้อยปฏิเสธการจ่ายเงินค่าที่ปรึกษาสามแสนบาท ในขณะที่งานการร่างสัญญาร่วมลงทุนยังคาราคาซัง มีการกำหนดว่า อาทิตย์หน้าต้องเซ็นสัญญากัน อีอ้อยจึงจะได้เงิน จะว่าฉันปัญญาอ่อนก็น่าจะได้ คนทำงานไม่ได้เงินต้องหยุดทำงาน แต่นี่ฉันยังทำงานต่อ ในใจฉันบอกว่า มันโกงก็ช่างมัน แต่ฉัน ฉันเป็นคนพายเรือ เมื่อผู้โดยสารขึ้นเรือแล้วเขาไม่มีเงินจ่าย หน้าที่ฉันก็ต้องพายพาเขาขึ้นฝั่ง ถือเป็นจบหน้าที่ ไม่เกี่ยวกับการที่จะต้องได้เงิน นี่ก็เป็นระบบคิดอีกแบบที่ถือว่าฉันโชคดีมากในวันนั้น ที่รู้สึกว่าทำงานให้เสร็จแล้วกูกับมึงเลิกกัน

  สัญญาการร่วมทุนถูกร่างด้วยความขมขื่น แต่ใจก็ยังรับไม่ได้ที่ไม่ได้เงิน เหตุผลของอีอ้อย ไม่ใช่เหตุผลของฉัน คิดวกไปวนมาก็แพ้ความรู้สึกว่า คนไม่มีอย่างฉันพาลูกค้าขึ้นฝั่งเป็นหน้าที่ มันไม่ดีไม่ได้หมายความว่าฉันต้องไม่ดีด้วย ฉันจึงทำงานต่อให้จบเพราะมันอีกนิดเดียว

  ค่ำคืนหนึ่ง ฉันจำไม่ได้แล้วว่าวันใด รู้แต่ว่าใกล้สิ้นปี ลมหนาวพัดแรง ฉันถือสัญญาเพื่อจะไปให้ผู้ร่วมทุนลงนาม หลังการลงนาม ผู้ร่วมทุนคนนี้ถามฉันว่า ฉันได้เงินค่าที่ปรึกษาเท่าไรสำหรับงานนี้ ฉันตอบไปว่า ไม่ได้เลย คุณอ้อยบอกว่า พี่ซื้อถูกเกินไป เขาไม่ได้อะไร เขาเลยไม่จ่ายค่าที่ปรึกษาให้ผม ที่พี่ซื้อถูก เขาเอาส่วนที่พี่ต่อเขามาบอกผมว่า ไม่เหลือส่วนของผม

  เด็กอายุ 26 ยังไม่รู้จักแทนสรรพนามผู้ที่เราคุยด้วย แทนที่จะเรียกคุณให้ดูเป็นสากล แต่ไอ้ชายเรียกลูกค้าว่าพี่ เขาระดับกรามการบริษัทมหาชนมีทุนจดทะเบียนหลักพันล้าน เสือกเรียกเขาว่าพี่ ย้อนนึกเมื่อสามสิบปีก่อนทีไร ขนลุกทุกที

  “ไม่ได้เงินแล้วคุณทำงานต่อทำไม” ผู้ร่วมทุนถามมา ฉันตอบไปว่า สัญญากับพี่แล้วว่าผมจะเอาสัญญามาให้เซ็น ผมต้องทำตามสัญญา หลังจากนั้นการสนทนาระหว่างผู้ร่วมทุนกับไอ้ชายก็เริ่มต้นขึ้นแบบน่าสงสาร ไอ้ชายบอกเขาว่า ผมต้องเขียนหนังสือที่แพงที่สุดในประเทศไทย ผมถึงจะสร้าง FPM ได้


  หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ