สามสิบปีบริษัทฉัน ตอน 5
“สามสิบปีบริษัทฉัน ตอน 5”

ความไม่เชื่อว่า คิดอะไรเอาไว้แล้วทำตามที่คิดจะล้มเหลวทั้งหมด สุดท้ายต้องเชื่อเพราะเป็นจริง บารมีนั้นสำคัญจริง เราอายุ 26 ออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาการเงิน ช่วยคนมีเงิน มีธุรกิจให้สำเร็จยิ่งๆขึ้น จะไม่มีลูกค้าซักรายที่เป็นนักธุรกิจเชื่อถือเลย ไม่อยากจะเชื่อในตอนนั้น และไม่เคยคิดเรื่องนี้ด้วย แต่พวกหัวหน้าในที่ทำงานคิด เพราะพอบอกว่า ลาออกไปเพื่อตั้ง FPM ให้บริการที่ปรึกษา มีแต่คนนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไร สาเหตุก็เพราะไม่รู้จะบอกมันอย่างไรว่า เอ็งใช้อะไรคิด คนรวยเขาคงใช้บริการเอ็งแหละ ที่มีเจ้าของบริษัทเป็นคนยากจน คนมีเขาคบคนมี ถ้าจะช่วยเหลือเขาต้องมีเงินก่อน และมีเยอะด้วยจึงจะตั้งบริษัทที่ปรึกษาได้ เขาจึงเชื่อถือเข้ามาใช้บริการ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ใครทัดทานอย่างไรก็ไม่เชื่อ กลายเป็นว่าฉันกลายเป็นคนดื้อรั้น อวดดี ถนนที่รถวิ่งขวักไขว่ และวิ่งเร็วเสียด้วย จะวิ่งออกไปให้รถชนตาย นี่มันมีปัญหาทางปัญญา? เรียนหนังสือออกสูง จบป.ตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากม.เกษตรศาสตร์ กำลังเรียนป. โทภาคค่ำ ม.ธรรมศาสตร์ แต่ไหงวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจที่ปรึกษาไม่เป็น ไม่ใช่แค่คนไกลตัว คนในที่ทำงาน คนที่ใกล้ตัว ญาติพ่อแม่ คนรัก ทุกคนทัดทาน ทำไมจึงดื้อรั้นแบบนี้
ความอยากเป็นคนมี แต่ไม่มีทุน ได้แต่ฟังเสียงคนข้างใน ใช้ความรู้สึกเดินทาง ไม่ได้ใช้เหตุผลเดินทาง ตามเสียงคนข้างในที่บอกตลอดเวลาว่า ก่อนตายในชาตินี้จะเป็นคนมีมาก และเจ้าต้องออกมาทำให้คนที่เจ้ารักสบาย ทุกคนที่เจ้ารักจะได้เลิกบูชาเงินเสียที เห็นเงินเป็นกระดาษได้ แม่เจ้าที่ชอบทำบุญ จะได้เทเงินทำบุญได้แบบไม่อั้น บั้นปลายในชีวิตของเจ้าจะได้แจกเงินก่อนตาย มีอิทธิพลเหนือกว่าคำทัดทานใดๆ ของทุกคน
และแล้วในปี 2538 บริษัท FPM ก็ก่อตั้งขึ้น หลังจากเป็นฟรีแลนซ์มาได้สองปี ซึ่งช่วงเวลาก่อนการตั้ง FPM ก็มีเรื่องที่ควรบันทึกให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ไอ้ชายขึ้นแชร์ เป็นท้าวแชร์ หาเงิน 400,000 บาท มาลงทุนในซากกิจการที่ล้มละลาย ตั้งบริษัทหนึ่งการยาง ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ เครื่องจักร แอร์ ฯลฯ วันนั้นจึงรู้ว่า ที่ได้ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยมา มันเป็นแค่กระดาษ ครั้นจะเอาความรู้มาทำธุรกิจจริง คำอุทานว่า แย่แล้วการศึกษาไม่ได้ช่วยเลย จะตั้งบริษัท จะจัดการอย่างไรตามข้อกฎหมาย ไม่มีใครสอนในมหาวิทยาลัยเลย จะทำ cash flow จะนู้นนี่นั่น งงเป็นไก่ตาแตก ตอนนั้นจึงรู้จักตัวเองว่า ไม่ได้เก่ง ที่คิดว่าเก่งนั้นมันโง่เอง หลงผิดเอง ปัญญาอ่อนจริงๆ ไม่ใช่ล้อเล่น ยังคิดอยู่บ่อยๆว่า เราไม่ควรค่าแก่การได้รับปริญญา เรามันกระจอก
กลับมาที่ FPM เปิดบริษัทในวันเกิดสุริยุปราคา ที่คนว่าไม่ควรเปิด จะวิบัติเลวร้าย เพราะวันพระอาทิตย์ดับไม่ควรทำการค้าใดๆ แต่สำหรับฉันไม่สนใจ วันไหนที่แย่ๆ บอกฉันได้ ฉันอยากท้า และแล้วมันก็จริง บริษัทฉันเปิดมาหาลูกค้าไม่ได้เลยซักรายตลอดหนึ่งปี อยากให้ลองคิดดูว่า ถ้าหาลูกค้าไม่ได้ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าตัวฉัน ไม่มีเงินจ่ายค่าใช้จ่าย จ่ายค่าพนักงานซึ่งตอนนั้นมีพนักงานคนเดียว ไม่มีเงินจ่ายให้แม่ ให้ครอบครัว แต่ถ้าจะจ่ายล่ะ? ต้องไปกู้เงินนอกระบบมาจ่ายเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน เมื่อเลือดเข้าตาในเกมเศรษฐี ฉันไม่มีทางเลือก กู้ก็กู้ว่ะ
หัวใจเต้นระรัว มีอาการวูบแบบคนตกจากที่สูง รู้สึกว่ากำลังจะตาย กำลังจะไปไม่รอด ความฝันว่าจะเป็นคนมีเงินมาก น่าจะเกี่ยวกับอาการจิตเวช ไม่สบายมากกว่า ไม่ใช่เสียงกระซิบที่น่าเชื่อถือหรอก น้ำตาตอนนั้นในใจฉันเห็นว่า มันไหลออกมาเป็นสีเลือด
แล้ววันหนึ่งที่หน้าสยามเซ็นเตอร์ หลังจากดื่มและคุยกับหุ้นส่วนที่เป็นเพื่อนสนิท ฉันบอกว่า ทางแก้ปัญหาไม่มีงานเข้า FPM ต้องแก้ด้วยการเขียนหนังสือออกมาขาย ถ้าลูกค้าคนทำธุรกิจซื้อ เมื่ออ่านแล้วชอบ งานจะเข้าบริษัท จะเข้าเยอะด้วยถ้าคนอ่านชอบพร้อมกันหลายคน หนังสือขายออกไปทั่วประเทศ ทางนี้แหละสร้างบริษัทที่ปรึกษาได้จริง
พี่หุ้นส่วนคนหนึ่งหัวเราะออกมา พูดว่า ที่พี่หุ้นกับชายก็เพราะช่วย แต่ถ้ามันไปไม่ได้ ชายอย่าฝืน คนฝืนคือคนที่อย่าให้พี่พูดเลย ชายไม่เคยเขียนหนังสือ ไม่ได้เป็นคนดัง ใครจะมาซื้อ เงินที่ลงทุนไปก็จะหมดแล้ว อย่าให้ต้องเสียหายมากกว่านี้ พี่ว่าให้หุ้นส่วนทุกคนคุยกันตอนนี้เลยว่า ถ้าชายจะทำหนังสือ ชายต้องคืนเงินลงทุนของทุกคน บรรยากาศในเวลานั้นไม่ปกติแล้ว ปากฉันเริ่มสั่น หัวใจเต้นระรัว จะอย่างไรดี ก็ในเมื่อเดินมาถึงขนาดนี้แล้ว แต่จู่ๆ คำพูดจากปากฉันก็หลุดไปว่า ได้ครับผมจ่ายคืนเงินทุกคน ขอบคุณทุกคน เรากินเหล้ากันต่อดีกว่า
น้ำตาที่ถูกกลั้นเอาไว้ในวงเหล้า เมื่อถึงเวลาที่เหลือตัวคนเดียวหน้าสยามเซ็นเตอร์ มันก็พุ่งทะลุใจออกมา ฉันยกมือขวาขึ้นปาดน้ำตา ร้องไห้อยู่อย่างนั้น ความฝันของฉัน สุดท้ายเหลือตัวคนเดียว ต้องกู้เงินนอกระบบอีกหลายแสนเพื่อคืนเงินลงทุน ดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน จะรอด?
เรื่องราวการเขียนหนังสือของฉันเริ่มต้นในปี 2538 ฉันร้องไห้ได้ไม่นาน พลังมหาศาลก็เกิดขึ้น มันเป็นพลังแห่งความแค้นที่ฉันต้องเอาความสำเร็จของบริษัท ไปให้พวกมันรู้ว่า พวกมันคิดผิด ฉันคิดถูก มันเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้จัก “ความแค้นที่สร้างพลัง”
มาวันนี้ปี 2568 มีลูกศิษย์บอกฉันว่า หนังสือของฉันเล่มละ 590 บาท มาวันนี้ใน shopee ขาย 2,531 บาท มันเป็นหนังสือเก่ามากแล้ว
หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ