จัดการผู้อื่นไม่ได้ ก็จัดการตัวเองไม่ได้นั่นเอง

ตราบใดที่ยังรู้ แต่ยังไม่รู้สึก การรู้นั้นช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ไม่สามารถทะลวงนิสัยเดิมให้กลายเป็นนิสัยใหม่ที่สามารถจัดการปัญหาให้ลุล่วงไปได้ อย่างการจัดการที่เห็นว่าแผนกงานใดทำงานไม่ดี เกิดผลงานที่ไม่ประหยัด ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิผล ทั้งทั้งที่รู้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถจัดการให้ทุกอย่างดีขึ้นแม้เวลาจะผ่านไปนานขนาดไหนก็ตาม เจ้าตัวอาจรู้ว่าความผิดเกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่โทษลูกน้อง ไม่โทษผู้อื่น ขอยอมรับผิดโทษตัวเอง ความคิดนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ตราบเท่าที่ยังแค่มีความรู้ ยังไม่รู้สึก ความรู้นั้นก็จะเหมือนไฟที่ไหม้ฟาง รู้แป๊บเดียวแล้วก็เกิดการปล่อยปละละเลย ไม่มีอะไรตอกย้ำในความรู้สึกให้เกิดความรู้สึกตลอดเวลาว่าต้องจัดการให้สำเร็จลุล่วง คนทำผิดในแผนกที่ทำให้การบรรลุความประหยัด ความมีประสิทธิภาพ และความมีประสิทธิผลไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ต้องลงโทษถึงขั้นประหาร แต่ก่อนการจะประหาร ต้องให้โอกาส ต้องสอน ต้องพูด ทุ่มเทแบบสุดชีวิตเพื่อการเปลี่ยนแปลงคนที่จะถูกประหาร เหมือนพ่อแม่ที่เฝ้าพูดกับลูก โดยพูดเรื่องซ้ำๆ พูดจนลูกได้ดี ไม่ใช่พูดแล้วแต่ไม่มีการจ้ำจี้จ้ำไช ผลลัพธ์ที่ไม่ดีที่เกิดขึ้น ก็ยังถือว่าคนจัดการทำหน้าที่ที่สมบูรณ์ไม่ได้ ปัญหาก็เลยยังคาราคาซังอยู่ แต่ถ้าแม่ทัพตาไม่กระพริบ เจอคนทำผิดเรียกคุยเรียกว่า เรียกสอน เรียกคาดโทษ ออกคำสั่งให้ต้องปฏิบัติตาม และแม่ทัพยังติดตามคำสั่ง ว่าเมื่อสั่งแล้วทำตามหรือไม่ ถ้าไม่ทำตามก็ต้องเปิดโต๊ะคุยกันยกใหญ่ คนรับเงินเดือนกับคนจ่ายเงินเดือน ไม่มีทางหรอกที่คนรับเงินเดือนจะฝ่าฝืนคำสั่งถ้าถูกจ้ำจี้จ้ำไช
บทเรียนของการบริหารจัดการที่ล้มเหลวผิดพลาด เพราะคนจัดการแค่มีความรู้ แต่ไม่ได้รู้สึก เมื่อไม่ได้รู้สึกความทุ่มเทก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากพอที่จะทำให้การจัดการนั้นเกิดการจัดการอย่างมีเสถียรภาพ ที่การจัดการนั้นถูกเฝ้าดูแบบตาไม่กระพริบ เหมือนเสือที่จ้องตะปบเหยื่อ ที่จับจ้องเป้าหมายแทบจะไม่หายใจโดยที่เหยื่อไม่รู้เลยว่าถูกเสือจ้องมองอยู่
ความรู้สึกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะก่อการเปลี่ยนแปลง มีความสำคัญมากกว่าความรู้ หรือแค่รู้ว่าต้องจัดการเช่นไร ที่การแค่รู้นั้นจะหยุดการจัดการลงเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะเป้าหมายถูกลืมเลือนไปความสำเร็จก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดความรู้สึกคู่ไปกับการรู้ การจัดการจะมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง เป็นการจัดการแบบเสือที่จ้องตะปบเหยื่อ ทำให้ได้ชัยชนะมาเป็นรางวัล
การบริหารอย่างคนจริง จะต้องสังเกตตัวเองให้มากๆ ว่าตัวเองบกพร่องในเรื่องอะไร เป็นคนที่ไม่ดีตรงไหนบ้างที่ทำให้การจัดการนั้นล้มเหลว ต้องหาคำตอบออกมาให้ได้ เมื่อหาคำตอบได้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงนิสัย เปลี่ยนแปลงวิธีคิด ก่อเกิดความเข้าใจ สามารถแยกการจัดการที่ถูกต้องออกจากความคิดที่มีตัวคนจัดการกำลังคิดอยู่ เพราะเมื่อกำลังคิดอยู่ ความรู้สึกที่เป็นฝ่ายของสัญชาตญาณ และเป็นฝ่ายของคุณธรรมและธรรมะและปัญญาจะอ่อนกำลังลง พาให้การจัดการจัดการอย่างไฟไหม้ฟาง ที่จัดการไม่สุด เหตุการณ์แมวไม่อยู่หนูก็ยังร่าเริงยังเกิดอยู่ องค์กรก็ดิ่งเหว คนในองค์กรก็อยากยุ่งวุ่นเพื่อให้วันหนึ่งหนึ่งหมดไป ไม่ประสงค์การพัฒนา หน้าไหว้หลังหลอก มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทั้งหมดนี้คนจัดการหรือเจ้าของมีเคราะห์เพราะขาดปัญญานั่นเอง
การบริหารอย่างคนจริง ต้องการการอ้าแขนรับความผิดอย่างลูกผู้ชาย มีจิตวิญญาณอย่างซามูไร ที่ถ้าผิดอีกจะลงโทษตัวเอง โดยจะตั้งปณิธานเอาไว้ในใจว่า จะไม่มีทางทำผิดอีก เพราะได้สัญญากับตัวเองอย่างเอาจริงถึงขั้นลงโทษตัวเอง สัญญานี้มีพลังมาก ก่อเกิดความกลัวว่าจะทำความผิดอีก การจัดการจึงถูกจัดการอย่างไม่ผิดอีกต่อไป จะพูดว่าการจัดการที่ดีที่สมบูรณ์คือการจัดการตัวเองให้สำเร็จก็ว่าได้ เมื่อจัดการตัวเองสำเร็จจึงจัดการผู้อื่นได้
คนที่จัดการผู้อื่นไม่ได้ แท้จริงแล้วก็คือคนที่จัดการตัวเองไม่ได้นั่นเอง อาจเป็นเรื่องของคนมีเคราะห์ คนที่กำลังรับกรรมจากสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ หรืออาจเป็นเรื่องของคนป่วยคนไม่สบายทางจิต หรืออาจจะเป็นเรื่องของบางอย่างอยากลงโทษ คนนี้ถ้าอยากรอดพ้นจากหายนะ ทางเดียวของเค้าคือต้องรีบรู้จักตัวเองให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความรู้สึกเปลี่ยนแปลงนิสัยและสันดาน เกิดเป็นคนใหม่ที่คิดใหม่ทำใหม่ เอาจริงเอาจังกับชีวิตและการงานในทุกลมหายใจเข้าออก ความสำเร็จที่ยากขนาดไหนก็ไม่เกินความสามารถ
26/6/69
🗝ขอคำปรึกษาปัญหาธุรกิจ กฎหมาย และคดีความ ได้ที่ Line@ :@sati.fpm, Inbox FPM Consultant, E-MAIL : sumrej2011@gmail.com
หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ